วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

7.เดือนเจ็ด บุญซำฮะ


บุญซำฮะ นิยมทำกันในเดือนเจ็ด จัดทำได้ทั้งข้างขึ้นข้างแรม บุญซำฮะ คือ บุญซำระล้างสิ่งที่เป็นเสนียดจัญไร อันจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่บ้านเมือง ทำให้บ้านเมือง ไม่อยู่เย็นเป็นสุข เกิดโจรปล้นบ้าน ปล้นเมือง ฆ่าฟันรันแทง ผู้คนวัวควายล้มตายเพราะผีเข้า บ้านเมืองมีเหตุเภทภัยต่าง ๆ จึงทำบุญชำระล้างสิ่งที่ทำให้เกิดเหตุเภทภัย ที่เป็นอัปมงคลให้หมดไป บางแห่งทำเมื่อฝนแล้งหรือไม่ตกต้องตามฤดูกาลเมื่อทำบุญทำทานี้แล้ว เชื่อว่าจะทำให้ฝนตกและบ้านเมืองก็จะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะจะได้ทำนาและปลูกพืชพันธ์ธัญญาหารต่าง ๆ เมืองใดที่มีมเหศักดิ์หลักเมือง ก็ทำพิธีเซ่นสรวงหลักเมือง หมู่บ้านใดที่มีผีประจำหมู่บ้านซึ่งเรียกว่า "ผีปู่ตา" หรือ "ตาปู่" หรือเจ้าบ้าน" ก็ทำพิธีเลี้ยงในเดือนเจ็ดนี้และนำข้าวปลาอาหารพร้อมสิ่งอื่น ๆ ไปเลี้ยงผีประจำไร่นา ซึ่งเรียกว่า "ผีตาแฮก" ด้วย มูลเหตุที่มีการทำบุญซำฮะ มีเรื่องเล่าว่า ครั้งพุทธกาลที่เมืองไพสาลี ได้เกิดทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพง เพราะฝนแล้ง และผู้คนตายเป็นอันมากเนื่องจากความอดอยากและเกิดอหิวาตกโรค บ้านเมืองจึงเต็มไปด้วยซากศพ กลิ่นคลุ้งไปทั่วเมือง ชาวเมืองจึงพากันไปอาราธนาพระพุทธเจ้าให้มาระงับเหตุเภทภัยพระพุทธเจ้าจึงเสด็จจากเมืองราชคฤห์พร้อมพระภิกษุ 500 รูปไปยังเมืองไพสารีโดยทางเรือ เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงบังเกิดผลตกห่าใหญ่ น้ำท่วมพื้นดินขึ้นถึงหัวเข่าพัดเอาซากศพลอยไปตามน้ำ พระองค์จึงให้พระอานนท์เรียนคาถา แล้วโปรดให้พระอานนท์ไปสวดมนต์ภายในกำแพงเมือง พร้อมกับนำบาตรน้ำมนต์ของพระองค์ไปประพรมจนทั่วเมืองด้วยบังเกิดให้ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ จึงมีประเพณีทำบุญซำฮะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คาถาที่กล่าวนั้นมีในรตสูตรว่า "ยังกิญจิ วิตตัง อิธวา หุรังวาฯ เปฯ ยถา นัมปทีโป อิทัมปิ สังเฆรัตนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ"
วิธีดำเนินการ ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านพร้อมกันตั้งผามหรือปะรำขึ้นกลางหมู่บ้าน หรือที่ใดที่หนึ่งตามที่เห็นเหมาะสม มีต้นกล้วยผูกที่เสาปะรำทั้งสี่มุม เตรียมอาสนสงฆ์ กรวดทราย ซึ่งปรกติเอาไปจากบ้านของชาวบ้านทุกคน และหลักไม้ไผ่แปดหลักพร้อมเครื่องไทยทาน น้ำพระพุทธมนต์ ฝ้ายผูกแขนกะให้ครบทุกคนในหมู่บ้านนั้นและเทียนเวียนหัว (เทียนยาวขนาดวัดรอบศรีษะ) บ้านละเล่ม แล้วนิมนต์พระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปถึง 9 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ในตอนเย็น วันรุ่งขึ้นถวายอาหารบิณฑบาตรและเครื่องไทยทานแด่พระสงฆ์ สำหรับน้ำพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ใช้หญ้าคามัดเป็นกำจุ่มประพรมให้ชาวบ้าน และคนเฒ่าคนแก่ผูกแขนด้วยฝ้ายผูกแขนให้ชาวบ้านโดยทั่วกัน เสร็จแล้วหว่านกรวดหว่านทรายไปตามละแวกบ้าน เอาหลักทั้งแปดหลักที่เตรียมไว้ไปตอกไว้ในทิศทั้งแปด และวงด้วยด้ายสายสิญจน์รอบหมู่บ้านด้วย ถือว่าเป็นการป้องกันเสนียดจัญไรด้ายสายสิญจน์สำหรับขึงรอบหมู่บ้านนี้ บางแห่งใช้หญ้าคาดวั่นเป็นเส้นยาว ๆ แทนก็มีแต่ถ้าสงสัยว่าชะตาบ้านชะตาเมืองจะขาดให้ทำพิธีตอกหลักบ้านหลักเมือง ถ้าสงสัยว่าบ้านเมืองเคยเป็นเมืองเก่ามาก่อน อาจมีเทพดาอารักษ์หวงแหนเป็นบ่อน้ำ เป็นป่าช้าหรือเป็นที่วัดมาก่อน เป็นต้น ก็ให้ทำพิธีถอนหลักบ้านหลักเมืองเสียก่อนจึงตอกหลัก การทำบุญซะฮะนี้มักทำกันสามคืน โดยมีการฟังพระสวดมนต์ทุกเย็นและถวายอาหารบิณฑบาตทุกเช้าวันรุ่งขึ้น และในวันสุดท้ายของบุญซำฮะ นอกจากมีถวายอาหารบิณฑบาตแล้ว ชาวบ้านจะนำสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ เช่น ขยะมูลฝอย กระติบข้าว ตะกร้า หวด ฯลฯ ที่ชำรุดแล้ว กระบอกปลาร้าที่ไม่ได้ใช้ เศษหม้อ เศษถ้วยชามที่แตก เป็นต้น ขนไปทิ้งนอกหมู่บ้านอีกด้วย หรือทำการเผาหรือฝังให้บริเวณบ้านสะอาดเรียบร้อยถือว่าเป็นการนำสิ่งอัปมงคลออกจากบ้าน จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากสิ่งเสนียดจัญไรและโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง บุญซำฮะปรกติทำปีละครั้งแต่บางปีชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขอาจเว้นไม่ทำบ้างก็ได้ ในระหว่างเดือนเจ็ด นอกจากทำบุญซำฮะแล้ว บางแห่งประชาชนทำพิธีบวงสรวง "ผีอาฮักษ์" ประจำเมืองและ "ผีปู่ตา" ประจำหมู่บ้านตลอด "ผีตาแฮก" ตามทุ่งนา ก่อนลงมือทำนาด้วย เพื่อให้ประชาชนในเมืองและในหมู่บ้านนั้น ๆอยู่เย็นเป็นสุข และทำไร่ทำนาได้ผลดี ดังกล่าวแล้วข้างต้น

6.เดือนหก บุญบั้งไฟ


บุญบั้งไฟเป็นที่นิยมทำกันเดือน 6 การจัดทำบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อบูชาอารักษ์หลักเมือง เป็นประเพณีทำบุญขอฝน เพื่อให้ฝนตากต้องตามฤดูกาลเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ บางหมู่บ้านถือเคร่งมาก คือจะต้องทำบุญบั้งไฟทุกปี จะเว้นไม่ทำไม่ได้ เพราะถ้าเว้นไม่ทำบุญนี้เชื่อว่าอาจทำให้เกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ เช่น ฝนแล้งบ้าง หรือไม่ตกต้องตามฤดูกาลบ้าง คนหรือวัวควายอาจเกิดเจ็บป่วยเป็นโรคต่าง ๆ บ้าง เป็นต้นและเมื่อทุกบุญดังกล่าวแล้ว ก็เชื่อว่า ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์ ประชาชนในละแวกนั้น จะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ทั้งปราศจากโรคภัยด้วย การเตรียมงาน เมื่อชาวบ้านตกลงกำหนดวันกับทางวัดแล้วว่า จะทำบุญบั้งไฟวันใด ก็พากันจัดหาเงินซื้อดินประสิวไปมอบให้ทางวัด เพื่อให้เจ้าอาวาสประชุมประภิกษุสามเณร และชาวบ้านจัดทำบั้งไฟขึ้นและเจ้าบ้าน (คนในหมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพ)จะทำฎีกาบอกบุญไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อให้ชาวบ้านอื่นจัดบั้งไฟและขบวนเซิ้งมาร่วมงานบุญและประชันกัน บางทีมีประกาศให้หมู่บ้านหรือบุคคลนำบั้งไฟมาประกวดกันโดยประกาศทั้งขบวนแห่งการประดับตกแต่งบั้งไฟและการจุดขึ้นสูงของบั้งไฟด้วย ทางคณะเจ้าภาพจะจัดหารางวัลให้ผู้ชนะ เมื่อใกล้จะถึงวันกำหนดงาน ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของงานจะพากันปลูกเพิงหรือผาม (ประรำ) รอบบริเวณวัดหรือศาลาวัดเพื่อให้คนหมู่บ้านอื่นที่มาร่วมงานได้พักอาศัยและทุกบ้านเตรียมสุราอาหารทั้งคาวหวานไว้ต้อนรับแขก ที่จะมาจากต่างถิ่นโดยไม่คิดมูลค่า ส่วนผู้ชำนาญในการทำบั้งไฟ ก็เตรียมหาไม้และอุปกรณ์มาทำบั้งไฟ บั้งไฟมีความเล็กใหญ่แล้วแต่ความต้องการหรือตามความสามารถของผู้จัดทำ ที่มีขนาดใหญ่มี 2 ชนิด คือ บั้งไฟหมื่นและบั้งไฟแสนตามน้ำหนักของดินปืน บั้งไฟหมื่นใช้ดินปืนหนัก 12 กิโลกรัม (หนึ่งหมื่น) ถ้าบั้งไฟแสก็ใช้ดินปืนหนักสิบหมื่น (120 กิโลกรัม)บั้งไฟ คือ กระบอกไม้ไผ่ยาวประมาณ 2-3 เมตร ทะลุปล้องออกหรือกระบอกเหล็กกลม ๆ กลวงข้างในก็ได้ สำหรับใช้บรรจุดินปืน ตำดินปืนให้แน่นเกือบเต็มกระบอก โดยมีลิ่มอุดที่ปลายกระบอกข้างหนึ่งให้แน่น เอาดินเหนียวปิดปากกระบอกอีกข้างหนึ่ง เสร็จแล้วเจาะรูให้พอเหมาะแล้วเอาไม้ไผ่ขนาดเล็กเป็นท่อน ๆ ข้างกันมีข้อ ยาว ต่าง ๆ กันมาเป็นลูกบั้งไฟ โดยมัดรอบตัวบั้งไฟเพื่อให้เกิดเสียงดังเมื่อบั้งไฟอยู่ในอากาศ และมีไม่ไผ่ลำยาวทำเป็นหาง มีขนาดสั้นยาวแล้วแต่ขนาดของบั้งไฟ แล้วประดับประดาบั้งไฟด้วยกระดานสี ทำลวดลายต่าง ๆ กันแล้วแต่จะเห็นสวยงาม วันทำบุญ เมื่อถึงวันทำบุญ ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ทำบุญเตรียมทาอาหารการกินรับแขกและภัตตาหารสำหรับถวายพระภิกษุสามเณรที่มาร่วมงานส่วนชาวบ้านในหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ได้รับการบอกบุญ ก็จะมีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่หนุ่มสาวและเด็กพร้อมทั้งบั้งไฟมาร่วมงานบุญที่วัด ซึ่งตามปรกติจะมาพร้อมกับพระภิกษุสามเณรที่มาร่วมงานบุญในงานบุญบั้งไฟพ่อแม่ยินดีให้ลูกสาวไปร่วมงานโดยไม่มีการขัดข้องเกี่ยงงอน ในงานบุญบั้งไฟมักจะมีการบวชนาคด้วย ก่อนบวชมีการฟังพระสวดมนต์ และถวายภัตตาหารเพล ตอนบ่ายตีกลองรวมประชาชน ทำพิธีสู่ขวัญนาคและทำพิธีบวชนาคก่อนจะมีการบวชนาค เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้บวช จะมีพิธีสู่ขวัญนาคก่อน ตัวอย่างคำสู่ขวัญนาคมีดังต่อไปนี้
คำสู่ขวัญนาค
ศรี ศรี สุมังคละสวัสดีวิเศษ อดิเรกชัยศรี สวัสดีจงมีแก่ฝูงข้าทั้งหลาย ทั้งเทพานาค ครุฑ เทวบุตร เทวดา อินทร์พรหมนมราชา จตุราทั้งสี่ ทุกที่พร้อมจักรวาล กับทั้งสถานเจ้าที่ จงพร้อมกันมาชมชื่นยินดี เชิงมังคลาศรีอันวิเศษ วันนี้พระเจ้าเกตุเข้าสู่ราศี เป็นดีสุดขนาด พิณพาทย์พร้อมตรียางค์ ทั้งนาวางค์คาดคู่ ตั้งเป็นหมู่สอนลอน พระอาทิตย์จรจันทร์ฤกษ์ อังคารถืกมหาชัยพุธพฤหัสไปเป็นโยค ศุกร์เสาร์ได้อมุตตโชตพร้อมลักขณาวันนี้ตามตำราว่าได้ฤกษ์ถืกหน่วยชื่อว่า อุตตมราศี เป็นวันดีอุตตมโชค อุตตมโยคอุตตมราชา อุตตมไชยา อุตตมเสฏฐา วันนี้เป็นวันลาภะอันล้ำเลิศ ประเสริฐมุงคุล ปุนแปลงดีแต่งแล้ว พาขวัญแก้วจึงยอมามีทั้งท้าวพญาเสนาและอำมาตย์ มีทั้งปราชญ์พร้อมมวลมา มีทั้งบุตตาและพ่อแม่ ทั้งเฒ่าแก่และวงศา พี่น้องพร้อมกันมานั่งสอนลอนทุกถ้วนหน้าไหลลั่งเทมาทั้งหญิงและสาวบ่าว ใจคิดอ่าวน่ายินดี เพื่อจักมาบายศรีนาคเจ้าจักได้พลัดพรากจากห้องเคหา จักได้ลาบิดาและมารดาออกไปบวช สร้างผนวชในศาสนาเจ้าก็คิดเห็นสังขารอันทุกขัง อนิจังอนันตาบ่มั่นบ่เที่ยง ฮู้บิดเบี่ยงไปมา เป็นอนิจจังบ่เลิกแล้ว บ่ได้ว่าหนุ่มแก่และชราผู้บังเกิดเป็นโรคาและพยาธิบ่ได้คลาดจากมรณา เจ้าได้คิดเห็นคุณบิดามารดาที่ได้เลี้ยงมาเป็นอันยาก เลี้ยงลำบากทุกวันคืน แต่อยู่ในอุทรท้องแม่ลำบากแท้เหิงนานเจียรกาบให้หนักหน่วงท้อง กินของเผ็ดและฮ้อนแม่ก็ค่อยเพียรรอดเจ้าก็อยู่ในกำหนด 10 เดือนบรบวนจนถ้วนทศมาสแล้ว เจ้าจึงคลาดแคล้วจากท้องแม่มารดา ม้มท้องมาเลิศแล้วลูกแก้วแม่เป็นชาย ฝูงตายายชมชื่น ยอยกยื่นเจ้าออกมา ผู้ลางคนหาไม้ได้แล้ว จึงตัดสายแห่แผ่สายบือ ลางคนถือกระบวยน้ำตักน้ำ ลางคนถือผ้าผืนกว้างมาตุ้มหุ่มนอน แม่จึงอุ้มเอาเจ้าใส่ในอก แล้วจึงยกเจ้าใส่ในเพลา แม่จึงเอาข้าวป้อนมื้อละ 3 คาบ อาบน้ำวันละ 3 ที แม่เจ้าก็ขัดสีลูบไล้ แม่เจ้าเอาใจใส่ทุกค่ำเช้ามีคา อันว่าเถิงฤดูปีใหม่มาฮอดแล้วฟ้าแผดฮ้องเสียงดังแม่เจ้าอุ้มใส่อู่ แม่เจ้าอุ้มสะสมสู่กินนม แม่ก็ชมลูกแก้ว คันว่าเลี้ยงใหญ่แล้วพอแล่นแล่นไปมาตามภาษาเด็กอ่อน ซะส่อนหน้าแล้วใหญ่เป็นคนเจ้าคิดถึงคำกังวลดั่งแค้น หน้าหมองแน่นในใจคิดอาลัยบ่แล้วคิดแล้ว ๆ อยากไปบวชในศาสนา เจ้าก็คิดถึงคุณบิดามารดาเป็นอันยิ่ง เจ้าจึงอำลำอุตสาห์เข้ามาบวช สร้างผนวชเป็นสามเณรเจ้าก็เฮียนสิกขาบทศศีลาธรรมอันวิเศษได้แล้ว บัดนี้อายุเจ้าก็ได้ถึงเขตเข้า 20 ปี บรบวนคักแน่ฝูงพ่อแม่จึงได้จัดหาเถิงศรัทธา ฮอดญาติพี่น้อง ตามพวกพ้องและมิตรสหาย บางพ่อศรัทธาหลายได้เสื่อสาดเป็นองอาสน์ปูนอน บางพ่องมีศรัทธาได้จีวรและผ้าพาด บางพ่องได้ผ้าอาดทั้งไตร ด้วยใจใสสุดขนาด บางพ่องได้บาตรและผ้าสบง บางพ่องได้ถงและน้ำเต้า ได้ไม้เท้าและตาลปัตร มีดตัดเล็บและกล่องเข็ม ดินสอและเครื่องประดับบริขารบริโภค บางพ่องได้โตกถ้วยและคนทีเหล็กจารดีอันคมกล้ากับเสื่อสารอาสนะทั้งศิลาน์และเมี่ยงหมากดูหลากด้วยเครื่องบริขารเป็นของอันเจตนาทานอันล้ำยิ่ง เพื่ออยากเห็นหน้าพระแก้วกิ่งเมตไตรยขออย่าได้ทรวัยอยู่ในโลก ขอให้ได้พ้นจากโศกโศกา ขอให้ได้เกิดมาในดุสิตล้ำเลิศ เมืองแก้วเกิดยอดนิพพาน เป็นที่สุขสำราญลือเดชขอให้พ้นจากทุกขเวทอยู่สวัสดี สัตตาธัมมาวุฒิธรรมทั้ง 7 ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อโรคะถ้วน 5 ปฏิภาณะถ้วน 6 อธิปไตยถ้วน 7 จงเสด็จเข้ามาฮับษายังขันธสันดานแห่งฝูงข้าพเจ้าตราบต่อเท่าห้าพันพระวัสสาก็ข้าเทอญ ศรี ศรี สุมังคะ สุขะสวัสดี บัดนี้ข้อยจักเชิญเอาขวัญสมศรีเจ้านาคเข้ามาเต้า ข้อยจักเชิญเอาขวัญฝ่ายนาคเจ้าเข้ามาโฮม อัชชะ ในมื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอยขวัญหัวเจ้าหากไปอยู่ในวังน้ำเลิกนำปลา ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ขวัญหัวเจ้าไปอยู่นาต่างด้าว ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปอยู่นำท่านอีศวร ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ขวัญเจ้าหากไปชมชื่นนำสาวส่ำน้อยก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ มาเยอขวัญเจ้าตาดเอย อย่าได้ไปชมชะนีไก่แก้วขันแจ้ว ๆ อยู่ภูผาเจ้าอยู่ได้ไปชมฝูงหมู่กวางคำทุกเนื้อเถื่อน อย่าได้ไปอยู่เป็นเพื่อนฝูงผี ขวัญเจ้าอย่าเดินคีรีและนอกเขตขวัญเจ้าอย่าได้เดินประเทศเที่ยวทางไกล อย่าได้หลงไหลชมหินผาและป่าไม้ อย่าได้แล่นนำหมู่ลิงลม ขวัญเจ้าอย่าได้ไปชมหมู่ลิงค่างเฒ่า หมู่นกเค้าและเสือสิงห์ ควายกระทิงและฮอกค่าง อย่าได้หลงเข้าเถื่อนกว้างถ้ำหมู่คูหา ทั้งวังปลาและสระใหญ่ ชื่นช้อนใส่มายาตระการตางามเฮื่องฮุ่ง ทั้งผักบุ้งและมู่บัวทองสะหมั่งกลางของหอมฮ่วงเฮ้า ขวัญเจ้านาคจงเข้ามาโฮม อัชชะในวันนี้ ให้มาอยู่ลี้ในใจทุกเมื่อ ให้มาอยู่ในเนื้อทุกยาม อย่าได้มีความกังวลและเดือนฮ้อนอย่าได้คิดดั่งค่อนฤทัยขอให้เจ้ามาเฮียนเอาพระวินัยปิฏกธัมมา อัตถาไขเฮืองฮอด ฮุ่งแจ้งซอดโสดา ให้เจ้าได้เทศนาสอนสั่งเป็นเจ้านั่งพิจารณ์ ขอให้เจ้านาคมีอายุยืนนาน ได้เป็นท่านสมภารบุญกว้าง อยู่สืบร้างในธรรม จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ขอให้เจ้านาคมีอายุยืนได้ฮ้อยขวบพระวัสสา ให้เจ้ามีเตชาผาบแพ้ฝูงหมู่โพยภัย อย่าได้มีความจังไฮมาบังเบียด อย่าได้ฮู้เดียดให้และหิงสา ให้มีใจกรุณายิ่งกว่าเก่า ขอให้เป็นเจ้าผ่านทั้งยศ ให้ปรากฎลือชา ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ให้เจ้านาคมีเตชะดั่งแสงสุริยะอาทิตย์ ประสิทธิเตโช อโรธะราชาธิราชเป็นดั่งอินทราธิราชเจ้าภูมินทร์ทั้งแดนดินอวยอ่อนน้อม ทุกท่านด้อมสาธุการ มาอวยทานชมชื่น ยกยื่นให้ของดียออัญชลีตั้งต่อคิดฮอดห่อสมภาร ถวายสักการทุกเมื่อ เฮืองเฮื่อแก้วเงินคำ แก่บูชานำทุกค่ำเช้า ตราบต่อเท่าชีวังให้มีหวังครองสืบสร้างธุระอ้าง 3 ประการ เฮียนกัมมัฏฐานได้ถี่ถ้วน ได้ครบล้วนทุกสิ่งอัน แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ให้ฮู้อย่าได้หัวคิดปู้ทางปัญญหา จงให้มีสามัคคีเพียงพร่ำพร้อม ใจอ่อนน้อมในธรรม อย่าได้มีความคิดนำทางโลกขอให้พ้นจากความเศร้าโศกโศกา ให้เจ้ามีสุขาเพียงพร่ำพร้อม ทุกค่ำเช้าบ่คลาดบ่คา จึงขอถวายบาทคาถาไว้ว่าชยะตุง ภะวัง ชยะมังคละ ชยะมหามุงคุล ความสุขสมบูรณ์จงมีแก่เจ้านาค ทุกภาคทุกประการก่อข้าเทอญ การฮดสรงหรือเถราภิเษก ในงานบั้งไฟ ตามประเพณีโบราณในตอนกลางวันก่อนหรือหลังพิธีบวชนาคบางทีจัดให้มีพิธีฮดสรงหรือเถราภิเษาแต่พระภิกษุสามเณรที่เห็นว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมรูปใดรูปหนึ่งหรือหลายรูปซึ่งสมควรได้เลื่อนสมณศักดิ์ตามประเพณีโบราณ ที่เคยปฏิบัติกันมา พิธีฮดสรงหรือเถราภิเษก หากไม่ทำในงานบุญบั้งไฟ ประชาชนอาจจัดขึ้นในโอกาสใดโอกาสหนึ่งตามที่เห็นสมควรก็ได้ พิธีหดสรงหรือเถราภิเษามีพิธีปฏิบัติดังรายละเอียดต่อไปนี้
พิธีฮดสรงหรือเถราภิเษก
ธรรมเนียมเกี่ยวกับการบวชดั้งเดิม ตามประเพณีอีสานโบราณ ประชาชนผู้ชายเมื่ออายุพอบวชมักนิยมบวชเรียนในพระพุทธศาสนาเพราะประชาชนส่วนมากยึดถือพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ผู้ที่มิได้บวชเรียนชาวบ้านเรียกคนนั้นว่า "คนดิบ" หรือ "คนตาย" หมายถึงเป็นคนไม่ได้รับการอบรมทางศาสนา จึงเรียกกว่า "คนดิบ" และคงเห็นว่าเกิดมาเป็นคนกับเขาเปล่าๆ ไม่ได้บวชเรียน จึงเรียกว่า "คนตาย" บางทีพูดเรียกคนผู้มิได้บวชนี้เป็นเชิงดูหมิ่นว่า เกิดมาเสียดายเปล่า ส่วนคนที่ได้บวชเรียนแล้ว เรียกว่า "คนสุก" ทั้งนี้คงจะถือว่าได้รับการอบรมทางพุทธศาสนามาแล้วอย่างสุกใสงดงาม ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือผู้ที่เคยบวชเรียนมาก เด็กหนุ่มบวชเป็นเณร นิยมเรียกว่า "จัว" หรือ "จังอ้าย" ถ้าคนแก่บวชเป็นเณร นิยมเรียกว่า "ตาเถร" ผู้บวชเป็นสามเณรเมื่อสึกมีคำเรียกนำหน้าชื่อคล้ายยศว่า "เชียง" หรือ "เชียงน้อย" เช่น เซียงมี เซียงสี เป็นต้น ส่วนผู้มีศรัทธา อุปสมบทเป็นภิกษุ นิยมเรียกภิกษุหนุ่มว่า "เจ้าหัว" หรือ "เจ้าหัวอ้าย" บางคนที่สนิมสนมคุ้นเคยเรียก "หม่อม" หรือ "หม่อมอ้าย" สำหรับคนที่ชวบเป็นภิกษุ ถึงแม้แก่แล้วอาจเรียก "เจ้าหัว" หรือ "เจ้าหัวพ่อ" หรือ "ครูบาพ่อ" พระภิกษุเมื่อลาสิกขาบท จะมียศเรียกนำหน้าว่า "หิต" หรือ "ทิด" แต่ถ้าพระภิกษุเคยมีสมณศักดิ์ลาสิกขาบท นิยมเรียกตามสมณศักดิ์ที่ได้รับ ได้แก่ ถ้ามีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จหรือสำเร็จลึกแล้วจะเรียกว่า "อาจารย์" ถ้าเป็น ชา คู ดูหลักคำ ดูลูกแก้ว ดูยอดแก้ว สึกแล้วเรียกว่า "จารย์ชา" จารย์ดูจารย์ดูหลักคำ จารย์ดูลูกแก้ว อาจารย์คูยอดแก้ว เป็นต้น ตามฐานะในขณะที่ยังบวชอยู่เมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้ว หากได้ฝึกฝนอบรมไปตามทำนองคลองธรรม พระภิกษุสมเณรนั้นก็จะได้รับการยกย่องสรรเสริญยิ่งขึ้น ด้วยการแต่งตั้งชั้นยศไปตามฐานานุรูป การเลื่อนชั้นยศและตำแหน่งนี้ตามธรรมเนียมชาวอีสานที่มีการแต่โบราณก็คือ การ "ฮดสรง" ได้แก่ การรดน้ำ สรงน้ำ พระภิกษุสามเณรผู้มีคุณสมบัติขึ้นไปตามฐานะ ตรงกับคำว่า "เถราภิเษก" นั้นเอง การทำพิธี "ฮดสรง" เช่นนี้ก็เพื่อเป็นการยกย่องชูเกรียติคุณให้ปรากฎ และเป็นการถวายกำลังใจ แด่พระภิกษุสามเณรผู้กระทำความดีให้ได้ทำดียิ่งขึ้นและเป็นการชักจูงให้ผู้อื่นเห็นผลการกระทำดี จะได้กระทำความดีแบบอย่างต่อไปนี้
สมณศักดิ์ของชาวอีสานโบราณ ลำดับสมณศักดิ์ของชาวอิสานโบราณ นิยมถือตามแบบอย่างมาจากชาวเวียงจันทร์ ซึ่งแบ่งเป็นชั้น ๆ ดังนี้
1. ชั้นสำเร็จ (แบ่งแห่งเรียก สมเด็จ)
2. ขึ้นชา (ปรีชา)
3. ชั้นคู (ครู)
4. ชั้นราชคู (สำหรับครูบาอาจารย์สอนลูกเจ้านาย)
5. ชั้นเจ้าหัวคูฝ่าย
6. ชั้นเจ้าหัวคูค้าน
7. ชั้นเจ้าหัวคูหลักคำ
8. ชั้นเจ้าหัวคูลูกแก้ว
9. ชั้นเจ้าหัวคูยอดแก้ว
10. ราชคูหลวง สมณศักดิ์ตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 เป็นสมณศักดิ์ยกย่องฝ่ายปริยัติ ส่วนข้อ 5 ถึงข้อ 10 เป็นสมณศักดิ์ฝ่ายบริหาร การเลื่อนสมณศักดิ์ฝ่ายปริยัติ พระภิกษุสามเณรจะได้รับสมณศักดิ์ชั้นใด จะต้องได้รับการศึกษาเป็นบันไดไต่ขึ้นเป็นชั้น ๆ ตามหลักสูตร การแบ่งหลักสูตรการศึกษาในสมัยโบราณมี 3 ชั้น หลักสูตรชั้นหนึ่ง ๆ เรียกว่า "บั้น" ซึ่งมีดังนี้
ก. บั้นต้น
1. สูตรมนต์น้อย คือ ตั้งมุงคุลน้อย ได้แก่ 7 ตำนาน สูตรมนต์หลวง คือ ตั้งมุงคุลหลวงได้แก่ 12 ตำนาน ไชยน้อย ไชยใหญ่ จบบริบูรณ์
2. สูตรมนต์กลาง คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มหาสมยสูตร อนัตตขณสูตร อาทิตตยปริยายสูตร มาติการ แจง อภิธรรม 7 คัมภีร์ พระวินัย พระสูตร
3. สูตรมนต์ปลาย คือ สัททา (บาลีมูลกัจจายนสูตร) อภิธัมมสังคหบาลี ปาฏิโมกข์ บาลี ท่องให้ได้
ข. บั้นกลาง
4. เรียนสูตรมูลกัจจายนะ เริ่มสามัญญาภิกธาน - สนธิ เป็นต้นไป ดุจเรียนบาลีไวยากรณ์ในสมัยนี้5. แปลคัมภีร์บาลีอัฏฐกถาทั้ง
5. คือ พระวินัย อัฏฐากถาอาทิกรรม อัฏฐาถาปาจิตตีย อัฏฐกถาจุลลวรรค อัฏฐานกถามหาวรรค อัฏฐกถาปริวารวรรค
6. อัฏฐกถาธรรมบทบาลี 8 ภาค
ค. บั้นปลาย
7. คัมภีร์ทสชาติบาลี
8. มังคลัตทีปนีบาลี
9. อัฏฐกถาวิสุทธมรรคบาลี
10. อัฏฐกถาอภิธรรมสังคหะบาลี
นอกจากนี้ ยังมีปกิณกะเบ็ดเตล็ดอีกมาก แล้วแต่ใครจะเรียนอะไร
การเรียนส่วนใหญ่มีการท่องจำตามลำดับ อาจเรียนท่องต่อปากอาจารย์หรือในหนังสือที่จารในใบลาน หนังสือที่ใช้เรียน โดยมาต้องจารเองเรียบร้อยจึงเรียน อักษรที่ใช้จารมีอักษรขอมบ้าง อักษรไทยโบราณซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ตัวธรรม" หรือ "อักษรธรรม" ที่เรียกเช่นนี้คงจะเนื่องจากอักษรเช่นนี้ใช้เป็นอักษรจารึกพระธรรมวินัย คนโบราณเคารพอักษรขอม และอักษรธรรมนี้มากจะเหยียบย่ำหรือเอาไว้ที่ต่ำไม่ได้ถือว่าบาปหนักสมณศักดิ์ผู้เรียนจบ เมื่อท่องบ่นจบหลักสูตรชั้นนั้น ๆ ก็ดี เล่าเรียนหลักสูตรที่ท่องบ่นไปกับอาจารย์ชั้นนั้น ๆ ก็ดี ถือว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเฉียบแหลม ทางพระปริยัติธรรมมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป ถือว่ามีบุญวาสนาดี ต่างได้รับเกียรติยกย่องสรรเสริญและจะได้รับการถวายสมณศักดิ์ดังนี้
1. ชั้นสำเร็จ ผู้ที่จะได้ฐานันดรศักดิ์เป็นชั้นสำเร็จ จะต้องเรียนจบหลักสูตรบั้นต้นก่อน จะเป็นจัวหรือเจ้าหัวก็ได้ ย่อมได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นชั้นสำเร็จทั้งนั้น ทั้งนี้อาจจะเนื่องจาก ท่องบ่นจำได้สำเร็จในสวดมนต์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร เมื่อเป็นสำเร็จการเรียกเจ้าหัวเรียกสับเปลี่ยนกัน คือ ถ้าเป็นจัว ใช้คำว่า สำเร็จนำหน้า แล้วใส่ชื่อจัวรูปนั้น ๆ ต่อข้างหลัง เช่น สำเร็จจัวสา สำเร็จจัวมา ฯลฯ ถ้าเป็นเจ้าหัวใช้คำว่า สำเร็จไว้หลัง เช่น เจ้าหัวสำเร็จสี เจ้าหัวสำเร็จมี เป็นต้น
2. ชั้นชา คำว่า "ชา" คงหมายถึงปรีชา นั่นเองแต่ตัดคำต้นออกคงไว้เพราะชาตัวเดียวซึ่งหมายถึง ฉลาด รอบรู้ หรือคงแก่เรียน ตรงกับคำว่า ปริญญาหรือเปรียญในปัจจุบัน ผู้ที่จะได้เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นนี้จะต้องผ่านชั้นสำเร็จมาก่อน แล้วพยายามเล่าเรียนจบหลักสูตรบั้นกลาง จนมีปรีชาสามารถรอบรู้แตกฉานแตกในพระไตรปิฏกควรแก่การเลื่อนสมณศักดิ์ชั้นนี้ จะเป็นจัวหรือเจ้าหัวก็ได้ ถ้าเป็นจัวเรียกว่า ซาจัว ถ้าเป็นเจ้าหัวเรียกว่าเจ้าหัวซาแล้วใส่ชื่อจั่ว เจ้าหัว ต่อท้าย เช่น ซาจัวขาว เจ้าหัวซาแดง เป็นต้น
3. ชั้นคู ผู้ที่จะได้ชั้นนี้ จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 2 ประการคือ
1. เรื่องอายุ พรรษา จะต้องพ้น นวกภูมิและมัชฌิมภูมิ ตั้งอยู่ในเถรภูมิ เรียกว่า มีวัยสมบัติอย่างหนึ่งและ
2. เรื่องคุณวุฒิ จะต้องผ่านชั้นสำเร็จและชั้นซามาแล้ว มีอุตสาหะวิริยะ เล่าเรียนจบหลักสูตรบั้นปลายและค้นคว้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่า พหูสูต สมควรเป็นครูบาอาจารย์ได้ จัวเรียกว่าคูจัว เจ้าหัว เรียก เจ้าหัวคู เช่น คูจัวทอง เจ้าหัวคูเงิน เป็นต้น อนี่งผู้มีสมณศักดิ์เป็นชั้นคูนี้ถ้าได้รับการนิมนต์เป็นครูอาจารย์สอนลูกเจ้านายหรือพระราขโอรส ร่วมกับปุโรหิตาจารย์ ก็เรียกว่า ราชคูจัว เจ้าหัวราชคู การเลื่อนสมณศักดิ์ฝ่ายบริหาร ตำแหน่งสมณศักดิ์ฝ่ายบริหารของชาวอีสานโบราณนั้น ผู้จะได้ตำแหน่งเหล่านี้ตามปรกติจะต้องมีคุณสมบัติต่อจากฝ่ายปริยัติ 3 ขั้นดังกล่าวแล้วก่อน แต่อาจมีข้อยกเว้นสำหรับพระภิกษุผู้มีคุณธรรมสูง เป็นที่เชื่อถือและเคารพนับถือของพระภิกษุสามเณรและประชาชน ตำแหน่งฝ่ายบริหารมีดังนี้
1. ดูฝ่ายหรือเจ้าหัวคูฝ่าย เป็นตำแหน่งปกครองหมู่สงฆ์ส่วนหนึ่ง หรือฝ่ายหนึ่งและผู้จะรับตำแหน่งนี้ปรกติจะต้องเป็นเจ้าหัวคูมาแล้ว ซึ่งมีความรู้สามารถพอที่จะอบรมสั่งสอน และปกครองคณะสงฆ์ตลอดประชาชนพลเมืองให้ประพฤติปฏิบัติไปตามฮีตคอง (จารีตประเพณี) อันดีงาม ตำแหน่งนี้อาจเทียบได้กับเจ้าคณะหมวดหรือเจ้าคณะตำบลในปัจจุบัน
2. ดูด้านหรือเจ้าหัวคูด้านเป็นตำแหน่งปกคองหมู่สงฆ์ส่วนหนี่งจะมีอำนาจที่ต่างกับดูด้านอย่างไรยังคลุมเคลือไม่ชัดเจน บางท่านกล่าวว่าดูด้านเทียบกับเจ้าคณะแขวงหรือเจ้าคณะอำเภอในปัจจุบัน
3. ดูหลักคำ เป็นตำแหน่งยศ ซึ่งปกครองคณะสงฆ์ในเขตกว้าง ประกอบกับผู้มั่นคงในพระธรรมเป็นหลักในการประกอบศาสนกิจเทียบได้กับหลักหล่อด้วยทองคำ บางทีเรียกว่า เจ้าหัวคูหลวง คงจะเนื่องจากได้รับแต่งตั้งจากหลวงหรือพระมหากษัตริย์ ตำแหน่งนี้เทียบได้กับคณะจังหวัดเพราะเมืองหนึ่งมีได้เพียงรูปเดียว
4. คูลูกแก้ว การแต่งตั้งดูลูกแก้ว ส่วนมากคงมีเฉพาะเวียงจันทร์และหลวงพระบางซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา คงเหมือนเป็นทายาทของคูยอดแก้ว หรือมิฉะนั้นก็ช่วยราชภาระบริหารรองคูยอดแก้วซึ่งคล้อยรับภาระด้านบริหารฝ่ายซ้ายของราชคูหลวง คูยอดแก้วนั้นบริหารฝ่ายขวา ท่านผู้เป็นราชคูหลวงเป็นประมุขสงฆ์ตำแหน่งพระสังฆราชนั้นเอง 5. คูยอดแก้ว เป็นตำแหน่งรับสนองพระบัญชา ดุจตำแหน่งบัญชาการคณะสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราช เท่ากับตำแหน่งสังฆนายก ผู้จะได้รับตำแหน่งนี้จะต้องมีคุณสมบัติเป็นที่เคารพยำเกรงของสังฆมณฑล และประชาชนทั่วไปทั้งแคว้น ตำแหน่งนี้คงมีเฉพาะเมืองเวียงจันทน์เท่านั้นและตำแหน่งนี้สำคัญเท่ากับเป็นรองสมเด็จพระสังฆราช และคงจะเป็นตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปณาเถราภิเษกด้วยพระองค์เอง
6. ราชคูหลวง คงเป็นตำแหน่งพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดทางคณะสงฆ์และคงมีแต่เฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้นพิธีการเถราภิเษก ในสมัยโบราณพิธีเถราหรือฮดสรง ซึ่งเป็นพิธีเลื่อสมณศักดิ์แต่พระสงฆ์ตามประเพณี มักมีตามหัวเมืองต่าง ๆ อาจจะจัดทำพิธีขึ้นโดยเฉพาะหรือในงานบุญตามประเพณี เช่น บุญบั้งไฟซึ่งนิยมทำในเดือนหก เป็นต้น ผู้ดำเนินการอาจะเป็นเจ้าผู้ครองเมืองพร้อมด้วยท้าวเพีย หรือตาแสง นายบ้าน(กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับประชาชนจัดประกอบพิธีขึ้น ส่วนพิธีเถราภิเษกโดยพระมหากษัตริย์แต่งตั้งโดยพระองค์เองเท่านั้น คงจะมีพิธีใหญ่โตและจัดบริขารเครื่องยศถวายเป็นพิเศษและจะจัดอย่างไรไม่ค่อยทราบรายละเอียด
ส่วนพิธีเถราภิเษก หรือฮดสรงที่ทำในท้องถิ่นภาคอีสานมีดังต่อไปนี้
ก. อุปกรณ์การฮดสรง
1. บริขารเครื่องยศ ธรรมเนียมการสถาปนาแต่งตั้งพระภิกษุสามเณร ผู้ทรงคุณวุฒิ เฉียบแหลมพระธรรมวินัย และเพียบพร้อมด้วยคุณความดี ให้ได้รับสมณศักดิ์ตามขั้นนั้น นิยมจัดหาบริขารเครื่องยศเพื่อถวายบูชาคุณความรู้ ความอุตสาหะวิริยะ ฯลฯ คล้ายเป็นของขวัญ และเครื่องแสดงคุณความดี มี 1. เครื่องครองของพระภิกษุสามเณรที่ฮดสรง มีอัฐบริขาร 8 ได้แก่ ผ้าจีวร 1 ผืน ผ้าสังฆาฏิ 1 ผืน ผ้าสบง 1 ผืน รัดประคด 1 สาย มีดโกน 1 เล่ม กล่องเข็ม 1 กล่อง ธรรมกรก 1 อัน และมีดตัดเล็บ 1 เล่ม นอกนี้มีผ้าห่มสีเหลืองหรือสีแดง 1 ผืน รองเท้าคีบ 1 คู่ ไม้เท้าเหล็ก 1 อัน หมวก (หว่อม) ทำด้วยผ้าสีแดงปักด้วยไหมทอง สำหรับสวมทำเป็นเกศ 1 ใบ และเม็ง (เตียงนอน)
2. ตาลปัตรรูปใบโพธิ์ ปกติใช้ปักด้วยเส้นไหม
3. หลาบเงินหรือหลาบทอง เหตุที่ให้ชื่อว่า บริขารเครื่องยศ เพราะจัดหามอบถวายให้ในขณะที่ได้รับสถาปนาแต่งตั้ง คือ ได้รับยศแต่งตั้งหลาบเงิน คำว่า หลาบ เป็นศัพท์เก่าแก่ของชาวอีสาน หมายถึง ทรวงทรง สัณฐาน ความสวยงาม เช่น "คนนี้ได้หลายได้ลายดี หรือมีหลาบหลาย" หมายถึง เป็นคนที่มีทรวงทรงเหมาะสม สวยงาม หลาบเงิน คือ หลาบที่ทำด้วยเงิน ตีเป็นแผ่น ซึ่งมีลักษณะดังนี้
1. หลาบชั้นสำเร็จ กว้าง 1 นิ้ว เป็นแผ่นเงิน หนาประมาณครึ่งเซนติเมตร หรือ 1 เซนติเมตร ยาว วัดจากคางถึงลูกตาหรือวัดจากหางคิ้วซ้ายผ่านหน้าผากจนถึงหางคิ้วขวาใช้หลาบเดียวฮดครั้งเดียว
2. หลาบเงินขั้นซา กว้าง 1 นิ้ว เป็นแผ่นเงิน หนาประมาณครึ่งเซนติเมตรหรือ 1เซนติเมตร ยาวกจากหูซ้ายถึงหูขวา ตำแหน่งซา ฮดถึง 3 ครั้งเรียกว่า ซา 1 หลาบ ซา 2 หลาบและ 3 หลาบ
3. หลาบเงินชั้นคู กว้าง 1 นิ้ว หนาประมาณครึ่งเซนติเมตรหรือ 1 เซนติเมตร เป็นแผ่นเงิน ยาววัดจากง่อน (ท้ายทอย) ทางด้านซ้ายถึงด้านขวา หรือวัดรอบศรีษะ ตำแหน่งดู ฮดถึง 3 ครั้ง เรียกว่า คู 1 หลาบ คู 2 หลาบ คู 3 หลาบ ขนาดความยาวของหลาบเงินนั้น ส่วนมากจำได้กันทั่วไปว่า เพราะมีคำพูดว่า "สำเร็จเพียงตา ซาเพียงหู คูเพียงง่อย" ฮดครั้งใดจะได้รับหลาบเงินทุกครั้ง ถึงขั้นสูงสุดจึงได้หลาบเงินถึง 7 หลาบหลาบนี้ถือว่าเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้ได้รับการฮดสรง ดังนั้น หากสึกจากพระภิกษุสามเณรแล้ว นำเอาหลาบติดตัวไปได้ข้อความจารึกในหลาบ เมื่อตีหลาบแล้ว นำหลาบใส่พาน ทำการจารึกเป็นอักษรขอม (ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันก็อาจจารึกด้วยอักษรไทยที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ก็ได้) ข้อความที่จารึกมักไม่เหมือนกันทั่วไป แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น ตัวอย่างข้อความจารึกในหลาบมีดังนี้ "โส อตฺถลทฺโธ สุขิโต วิรุฬ?โห พุทฺธศาสเน อโรโค สุขิโต โหหิ สหสพฺเพหิ ญาติภิ จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ" นอกจากนี้ ยังตระเตรียมตัวจัดหาใบลาน เพื่อเขียนคำประกาศ ซึ่งมีลักษณะคล้ายสัญญาบัตรโดยใช้ใบลานขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ตัดยาวประมาณ 1 คืบกว่า และเขียนด้วยอักษรขอมเช่นเดียวกับหลาบคำประกาศนี้อาจเขียนแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ตัวอย่างข้อความมีดังนี้ " ศรี ศรี ศุภมังคลุมะ ฑีฆายุวัฑฒนะ พุทธศักราช…………..(บอกพุทธศักราชปัจจุบัน) อภิราชเฮืองโฮม…….(บอกฤดู) เหมันตะกาลนิยม พรหมทินโนตม์ พระจันทร์แจ้งโชติใสแสง แฝงนักขัตตะยุตตมะราชาฤกษ์ ถือหน่วย ชื่อว่า…………..(บอกฤกษ์แต่งตั้ง) ภรณี สุกใสดี สนิท อันสถิตอยู่ใน………..(บอกราศี) เมษราศี สุกใสดี บ่อเศร้า ภายในสังฆราช ดูเป็นเค้า ภายนอกมีเจ้า……………(บอกชื่อผู้เป็นประธานฝ่ายฆราวาส) เป็นประธานกับทั้งบุตรหลานกรมการใหญ่น้อยสิบฮ้อยท้าวพระยา พร้อมกันน้อมนำมาซึ่งบริขารและน้ำมุทธาภิเษก คติเรกพระพร แถมนามกรตื่มยศ ฮดให้เป็น……..(ออกชื่อเดิมตำแหน่งเดิม)ขึ้นสู่……..(หลาบเงินเรียก หิรัญรัชฏะ ปัตตา หลาบทองเรียก สุวัณณะรัชฏะปัตตา) ให้ชื่อว่า……..(ชื่อยศที่ได้รับแต่งตั้งใหม่) ทะรงคัมภีร์ปัญญาและสุขุมปัญญา ศาสนูปถัมภ์สัมปันนะวิโรจน์ เถราภิเษกมหามุงคุล ขอจงวุฒิจำเริญฮุ่งเฮืองในพุทธศาสนาเทอญ" หรืออาจเขียนว่าดังต่อไปนี้ "ศรี ศรี ศุภมังคละ อุตตมาภิรมย์ พรหมศรีสวัสดีฑีฆายุ วัณณะ สุขะ พละ วัฒโน อัฆฐยุตตระ จตุรถาธิกานิ เทวะลังวัจฉะ ระหะหัสสานิอติกกัณตานิ ศักราช……….(บอกพุทธศักราชปัจจุบัน) ปกติมาส พิลาสเฮืองโอมพรหม………(บอกฤดู) คิมหันตะ วิสาขะเส สุกกะปักเขปฏิปาเทติ วารดิถี ระวิวารภิรมย์ ไชยเชษฐสยม สายัณหกาลนิยม พรหมจรรย์วิโรจน์ แจ้งโชติใสแสง แฝงกันจันทร์ นักขัตตนุต อุตตมมหาราชฤกษ์ ถืกหน่วยชื่อว่า……….(บอกฤกษ์แต่งตั้ง) อัสสวันนี้ลูกสนิท อันสถิตอยู่ใน……..(บอกราศี) พฤษภราศี สังฆสามัคคี ภายในมีเจ้าพระคุณ…….(ออกชื่อและตำแหน่งพระเถระผู้ประธาน) เป็นเค้ากับทัเงอันเตวาสิกทั้งปวง ภายนอกมี………(ออกชื่อและตำแหน่งประธานฝ่ายฆราวาสเป็นต้นเป็นประธาน มีใจชมชื่นพร้อมกันโมทนากับอุบาสกอุบาสิกาใหญ่น้อยเป็นปริโยสานกับทั้งปุตตานัดดาในคามวาสีเป็นเอกศรัทธา จึงมีใจเลื่อมใสชมชื่น ได้แล้วยื่นยอทาน มีใจบานสร้อยโชติ พี่น้องโสดช่วยโมทนา เจตราศรัทธาพร่ำพร้อมใจอ่อนน้อมในธรรมจึงพร้อมกันนำมา……..(หลาบเงินเรียกหิรัญรัชฎะปัตตา หลาบทองเรียกสุวัณณะรัชฏะปัตตา)ยังเงินขาวและคำแดงดี มาตีแปลงเป็นหลาบโสภาพเพี้ยงเสมอดังใบลานกับทั้งเครื่องบริขารอันวิเศษกับทั้งน้ำบ่อแก้วภิเษกมูรธา ภิสิณธุจะด้วยน้ำอบและน้ำหอม จึงพร้อมนำมาซึ่งเครื่องเถราภิเษก อดิเรกนามยศฮดสรง ปลงประสิทธิพระพร แถมนามกรเจ้า……………(ออกชื่อและตำแหน่งเดิมของผู้ให้รับฮดสรง) ขึ้นยศใหญ่ใส่ชื่อว่า……..(ออกชื่อยศที่ได้รับแต่งตั้งใหม่) ในพื้นหิรัญรัชฏะปัตตา หรือ สุวัณณะรัชตะปัตตา สมเด็จพระธรรมโคตรวงศา อันประกอบไปด้วยวิริยปัญญาปิฏกะ พระราชจตุปริสุทธิศีล มธุรสาภาณี ชินบุตรอุตตมปุญโญ ปฐมสมโพธิโชติปาละ เจ้าแล" ความนิยมเก่าแก่ จัดหากระบอกไม้ไผ่โตประมาณแขนกิ่ว (ข้อมือ) ตัดเลยขอทางนั้นทางนี้ยาวประมาณนิ้วมือ ใช้ตัดตรงกลางให้ขาด ทำลิ้นสวมกันได้ชนิดบั้งบี้ (กระบอกใส่ใบเสร็จ) ขัดให้สวยงาม เหลือผิวนอกไว้ตากแดดให้แห้งพอสมควร จึงลงรักปิดทอง ให้ลายทองรดน้ำบ้างลายทองเทพนมบ้าง เรียกว่า "บั้งหลาบ" สำหรับใส่หลาบและใบประกาศ จะทำการสถาปนาเถราภิเษกจำนวนกี่รูปก็ทำถวายรูปละบั้ง ๆ ให้ครบทุกรูปบางครั้งทำไม่ทันก็ยืมของรูปใดรูปหนึ่งก่อนก็ได้ ในชนบทแห่งทำการเถราภิเษกยังจัดหาทองคำตีเป็นแผ่นแทนหลาบก็มี อาจหนักหนึ่งสลึง สองสลึง สามสลึง หนึ่งบาท หรือสองบาทก็ได้
2. เครื่องประกอบการฮดสรง
1. ฮางฮด (รางรดน้ำสรง) ทำรางด้วยไม้เป็นรูปพญานาค ซึ่งทำเป็นลวดลายลงรักปิดทองอย่างสวยงาม ตรงคอนาคเจาะเป็นรูกลมสำหรับให้น้ำไหลลงที่ห้องฮางฮดเอาเหล็กกลมๆทำเป็นราวสำหรับติดเทียนบูชา1 ราว
2. เทียนกึ่งหรือเทียนง่า คือ เทียนที่นำมาประกอบติดกันเหมือนกิ่งไม้ 3 คู่ และเทียนกาบ 3 คู่ สำหรับจุดบูชาที่ราวเทียนในฮางฮดสรง
3. เทียนเล่มบาท 1 คู่ เทียนหนักเล่มละ 1 บาท 2 เล่ม สำหรับเป็นเทียนบูชา
4. เทียนเล่มเบี้ย 1 คู่ หนักเล่มละ 2 บาท ใช้มะพร้าวอ่อน 2 ลูก เจียนหัวท้ายให้สวยงาม ปักเทียนไว้บนหัวมะพร้าว
5. ขันหมากเบ็ง 1 คู่
6. เทียนเล็ก 1 คู่ พร้อมดอกไม้สำหรับให้ผู้รับการฮดสรงถือบูชา ขณะฟังผู้เฒ่าอ่านประกาศ
7. หินก้อนโต 1 ก้อน สำหรับให้ผู้รับการฮดสรงเหยียบในขณะฮดสรง ที่ใต้ก้อนหินมีใบคูณใบยอหญ้าแพรกและใบตองรองไว้
8. โอ่ง สำหรับใส่น้ำหอมพร้อมน้ำอบน้ำหอม (น้ำอบน้ำหอม ปรกติผู้ไปร่วมพิธีต่างจัดทำไปเอง)
9. บายศรี 1 คู่ พร้อมเทียนอาดหรือเทียนชัย ปักบายศรีข้างละ 1 เล่ม
นอกนี้มีอุปกรณ์อื่น ๆ ตามความจำเป็นขั้นตอนในพิธีฮดสรง
ก. ตั้งกองฮดสรง นำบริขารเครื่องยศที่กล่าวข้างต้น ได้แก่ อัฐบริขาร ตาลปัตรหลาบเงินหรือหลาบทองพร้อมเครื่องประกอบการฮดสรงบางอย่าง ได้แก่ เทียนกิ่งหรือเทียนง่าเทียนกาบ เทียนเล่มบาท เทียนเล่มเบี้ยขันหมากเบ็งและบายศรี เป็นต้น นำมาจัดบนศาลาโรงธรรมโดยจัดตั้งเป็นชุดหรือกองตกแต่งให้สวยงาม เรียกว่า กองฮด
ข. แห่สมโภชมุงคุล ในวันรวมหรือวันโฮม เวลาประมาณบ่าย 3 โมง ปรกติจะมีการแห่เครื่องยศและเครื่องประกอบการฮดสรงที่ตั้งไว้กองฮดมีหม้อน้ำอบน้ำหอมเข้าขบวนแห่ด้วย จัดขบวนยานหามพร้อมด้วยฆ้อง กลอง พิณพาทย์ มโหรี การจัดขบวนมีจัดยานหามเทียบข้างศาลาโรงธรรม นิมนต์พระสังฆเถระสวมเถราภิเษกมงคล (หมวกหรือหว่อม) ให้ที่ศีรษะผู้รับโอสรง มอบตาลปัตรให้ด้วยแล้วจึงหามพระสังฆเถระออกหน้าพร้อมผู้รับการฮดสรง อุ้มผ้าไตรและถืออุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้นแห่ไปในขบวนจะมีพลุ ตะไลจุดก็ได้ แห่รอบวัดหรือศาลาโรงธรรมแล้วแต่สะดวก 3 รอบ เสร็จพิธีแห่แล้ว นิมนต์พระภิกษุสามเณรขึ้นบนศาลาโรงธรรม พร้อมนำอุปกรณ์ฮดสรงไปประดิษฐานไปตามเดิม จึงทำพิธีสมโภชมุงคุล ดังนี้
1. จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ตั้งบาตรน้ำมนต์ไหว้พระรับศีล เสร็จแล้วอาราธนาปริตตมงคล
2. พระสงฆ์สวดป่าวสัคเค ลวดมุงคุลน้อย มุงคุลหลวง ไชยน้อย ไชยใหญ่ และนิมนต์พระภิกษุสามเณรผู้รับฮดสรง นั่งฟังเจริญพระพุทธมนต์จนจบ
3. กลางคืนจะมีมหรสพสมโภชก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร
4. วันรุ่งขึ้น ถวายอาหารบิณฑบาตเช้า และมีฟังเทศนาอานิสงส์ด้วยกันก็ได้
ค. จัดสถานที่ฮด เพื่อเป็นสิริมงคล การฮดสรงนิยมจัดสถานที่ฮดสรงดังนี้
1. ตั้งฮางฮด (รางรดน้ำสรง) ห่างจากศาลาโรงธรรมประมาณ 10 วา เป็นอย่างน้อย ปลูกต้นกล้วยต้นอ้อยสองข้างทาง ใช้ผ้าขาวคาดเป็นเพดานจากโรงธรรมถึงฮางฮด ผินหัวนาคฮางฮดไปทางทิศเหนือ หางนาคไปทางทิศใต้ ทำห้องสรงไว้ทางหัวนาค ปลูกต้นกล้วยต้นอ้อยไว้รอบห้องสรงให้เหลือทางเข้าไว้ กั้นห้องสรงให้มิดชิด และให้หัวนาคอยู่ตรงบนห้องสรง หางนาคให้อยู่นอกห้องสรงปลูกศาลเพียงตาขึ้นที่สองข้างฮางฮด สำหรับตั้งบายศรีซ้ายขวา นำก้อนศิลามงคลไปวางไว้ใต้ฮางฮด ตรงคอพญานาค โดยมีใบคูณใบยอ หญ้าแพรกและใบตองรองพื้น เอาผ้าผืนบาง ๆ ห่อพันกล่องหลาบ รองลงที่คอพญานาค ติดเทียนกิ่งหรือเทียนง่าและเทียนกาบตรงราวเหล็กที่ฮางฮด
2. ตั้งโอ่งน้ำอบน้ำหอมไว้ใกล้บริเวณห้องสรง จัดใบคูณใบยอไว้อย่างละ 7 ใบ วางไว้ตรงรางน้ำสรงไหลลง ใช้ผ้าขาวห่อรางน้ำเพื่อกรอง และใช้ใบโพธิ์ 7 ใบ ใส่ห่อผ้าขาวหรือจะใส่เครื่องรางของขลังด้วยก็ได้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์นัก 3. สมมติตาผ้าขาวเป็นพราหมณ์ 4 คน นุ่งขาวห่มขาว ถือไม้กระบองและไม้แบ ยาวประมาณ 1 วา ยืนรักษาทิศทั้งสี่ อยู่ในบริเวณห้องสรง
ง. พิธีสถาปนา เมื่อได้เวลาศุภฤกษ์มงคลดิถี พระสงฆเถระผู้เป็นประธานในสงฆ์จัดพิธีสถาปนาดังนี้
1. มอบตาลปัตร ไม้เท้าเหล็ก สวมกระโจมมงคล (หมวกหรือหว่อม) จับไม้เท้าเหล็กต่อๆ กันไป เดินจากโรงพิธีสู่ห้องสรง ระหว่างนี้ญาติโยมจะเข้าไปเกาะชายจีวรผู้รับการฮดสรงคล้ายจูงนาคเข้าโบสถ์ก็ได้
2. โยมผู้ชายพร้อมกันนอนคว่ำ (นอนเหมบ) เรียงกันไปถึงห้องสรง เพื่อให้พระเถระและผู้รับการฮดสรงเหยียบบั้นเอว ถือว่าศักดิ์สิทธิ์หายเจ็บหลังปวดเอวดีนัก
3. ถึงห้องสรงแล้ว พระสังฆเถระพร้อมพระพิธีหรือผู้เฒ่าจุดเทียนกิ่งหรือเทียนง่า และเทียนกาบบนฮางฮด แล้วพระพิธีกลับโรงพิธีเหลือพระสังฆเถระในห้องฮด
4. พระสังฆเถระถอดกระโจมมงคล (หมวกหรือหว่อม) ออกเอามือจับบ่าซ้ายขวาหมุนไปขวา 3 รอบ เป็นประทักษิณ จึงนิมนต์นั่งบนตั่งพิธี ฝ่าเท้าเหยียบบนหินมงคล ประนมมือ กระทำจิตระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
5. ญาติโยมนั่งถือไตรจีวรพร้อมตั้งนโม ฯลฯ 3 จบ กล่าวถวายไตรจีวรว่า อมานิ มยํ ภนเต ตีจีวรานิ สปริวารานิ ภิกขุสีลวนตสส นิยยาเหมสาธุโน ภนเต อิมานิ ติจีวรานิ ภิกขุสีลวนโต ปฏิคคณหาตุ อมหากํ ฑีฆรตตํ หิตาย สุขาย ภิกษุสามเณรผู้รับการฮดสรงรับสาธุพร้อมกัน ญาติโยมถวายผ้าไตรจีวร ภิกษุสามเณร ผู้รับนั้นทำกับปะพินทุ แล้วมอบให้โยมถือไว้ก่อน
6. ญาติโยมนำว่าคำถวายน้ำหอม ดังนี้อิมานิ มยํ ภนฺเต คนฺโธทกานิ เถราภิเสกตฺถาย ภิกฺขสีลวนฺ ตสนส นิยฺยาเทมทุติยมฺปิ มยํ ภนฺเต ฯลฯตติยมฺปิ ภนฺเต ฯลฯอมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ สํวตฺตนฺตุ สาธุ ๆ ๆ จึงนำน้ำหอมถวายพระสังฆเถระ จัดมูรธาภิเษาด้วยน้ำหอม นิมนต์พระสงฆ์ผู้ร่วมพิธีทุกรูป สวดไชย์น้อย ไชยใหญ่ (ทุกวันนี้สวดชยันโต) ขณะนั้นย่ำฆ้อง กลอง เสพพิณพาทย์ มโหรี จุดพลุ ตะไล และระหว่างนั้นญาติโยมชายหญิงทั้งหมดที่ไปร่วมพิธี หลั่งน้ำหอมฮดสรงลงที่ฮางฮดน้ำหอมก็จะไหลลงถูกพระภิกษุสามเณรที่นั่งอยู่ตรงรูฮางฮดนั้น เสร็จแล้วผู้รับฮดสรงยืนขึ้น ทายกนำไตรจีวรให้ครอง ครองเสร็จให้ยืนเรียงแถวประนมมือตั้ง นโม 3 จบ แล้วว่าคาถา "สีหนาทํ ทนทนเต เต ปริสาสุ วิสารทา" จบ กำกำปั้นตีฆ้องชัย "โม่ง" ทุกคนในที่นั้นส่งเสียงว่าสำเร็จ, ซา, คู ให้ว่าดัง ๆ ผู้รับฮดสรงว่า สีหนาทํ ฯ ไปอีก ผู้อยู่นั้นส่งเสียงเช่นเดิมอีกถึง 3 ครั้ง แล้วให้รูปต่อไปว่าอย่างเดียวกัน คือรูปใดได้ฮดสรงเป็นสำเร็จ ก็ให้พร้อมกันว่า สำเร็จ 3 ครั้ง ถ้ารูปใดได้ฮดเป็น ซา ก็ ว่าซา พร้อมกัน 3 ครั้ง รูปใดที่ได้ฮดเป็นคูก็ให้ว่าคู พร้อมกัน 3 ครั้ง ทำเช่นเดียวกัน
7. พระสังฆเถระมอบตาลปัตร ไม้เท้าเหล็ก จูงทุกรูปที่ได้รับการฮดสรงขึ้นบนศาลาโรงธรรมโดยญาติโยมผู้ชายนอนคว่ำ (นอนเหมบ)อีกให้ไต่เหมือนกับตอนที่จะไปรับการฮดสรง พระภิกษุสามเณรผู้รับการฮดสรงขึ้นไปนั่งบนอาสนะ ณ ศาลาโรงธรรม
8. ญาติโยมพร้อมกันขึ้นบนศาลาโรงธรรม จุดธูปเทียนไหว้พระรับศีล โดยพระภิกษุสามเณรได้รับฮดสรงนั้นพร้อมกันตั้งตาลปัตรให้ศีลพร้อมกัน
9. ผู้เฒ่าจุดเทียนเล็กคู่หนี่งพร้อมดอกไม้ถวายผู้ได้รับการฮดสรงถือไว้ประธานฝ่ายฆราวาสอ่านประกาศในใบลาน อ่านประกาศของรูปใดจบ ให้ตีฆ้อง 3 ครั้ง เสร็จแล้ว มอบถวายกล่องหลาบ พระสงฆ์สวดชยันโตไปจนเสร็จพิธีมอบถวายกล่องหลาบ
จ. ตั้งขันบายศรี เมื่อมอบถวายหลาบยศแล้ว พราหมณ์ 4 คน ซึ่งนุ่งขาวห่มขาว ยืนรักษาพิธีเถราภิเษกฮดสรงนั้น
เอาบายศรีมาตั้งลงข้างซ้ายขวาผู้รับการฮดสรง หรือถ้ามีหลายรูปก็นิมนต์ให้ผู้รับการฮดสรงนั่งล้อมขันบายศรี ผู้เฒ่าจัดการจุดเทียนอาดหรือเทียนชัย ที่ปักอยู่บนบายศรีซ้ายขวา ผู้รับหน้าที่เป็นพราหมณ์ทำพิธีเบิกบายศรี มงคล ปาวเทวดา ดังนี้ "อายนตุ โภนุโต ดูราเทพดาเจ้าถ้วนทุกหมู่ ที่สถิตอยู่ในท้องจักรวาล เนาในสถานทุกเพศ น่านน้ำเขตไพรพนอม ทั่วทั้งจอมดอยดอนดงห้วยหาด ทั่วทั้งอากาศเวหน ภายค่วงบนฝูงมวลแมนทุกส่ำ ถ้วนหน้าส่ำอินทร์พรหมทั้งพระยมตนองอาจทั้งท้าวราชจตุโลกบาล ผู้บริบาลทวยโลก ให้หายโศกอยู่สวัสดี ทั้งนางธรณี อิสูรครุฑนาค ทุกภาคน้ำนางน้อยเมขลา ทั้งมเหศักดามวลหมู่ ขอเชิญมาสู่เขตตั้งพิธีอันฝูงข้าดาดีตกแต่งไว้ ขอเชิญเทพไท้สรวงสวรรค์ จงเสด็จเฮ็วพลันห่อนให้ช้า ฮิ่บอ่วยหน้าเสด็จด่วนลงมา เที่ยวเทอญ"
ฉ. สูตรขวัญบายศรี ตั้งนโม 3 จบ แล้วว่าคำสูตรขวัญบายศรี ดังนี้
" ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรดิเรก อเนกเตโช ชัยมงคลมหาสิริมังคเลส ศาตเพทพร้อมอาคม ขุนบรมปุนแปงไว้ ให้ลูกแก้วออกกินเมือง ฤทธิเฮืองทะรงแท่น มื่อนี้แม่นมื้อมหาคุณ ขุนแคนดาแต่งแล้ว ให้ลูกแก้วกิ่งลงมา เป็นราชาครองสืบสร้าง เมืองมิ่งกว้างนาคอง วันนี้ปองเป็นโชคไตรโลกย่อมลือชา ทะรงอิทธานุภาพยิ่งเจ้าจอมมิ่งเมืองแมน ทะรงแท่นแถนถัดล้ำ มื้อนี้ซ้ำคุณคง พระยาจัดทะรงทศราช พรหมนาถเล่าแถมพรพระอิศวรหลอนแถมโชค พระนารายณ์โยคสิทธิชัย ท้าวสหัสนัย์ประสาทฝนห่าแก้ว ใจผ่องแผ้วบริสุทธิ์ อุตตมะโชค อุตตมะโยค อุตตมะดีถี อัตตมะนาที อุตตมะศรีพิลาส อินทะพาดพร้อมไตรยางค์ ทั่วนาวางค์คาดคู่ พร้อมกันอยู่สอนลอน อาทิตย์จรจันทะฤกษ์ อังคารถือมหาชัย พุธพฤหัสไปเป็นโชค ศุกร์เสาร์โยคเดชมงคล อันเป็นผลหลายประโยค อุตตมะโชคแท้ดีหลี มเหสักขีหลิงหล่ำโลก ให้หายทุกโศกนานา พระอภัยราชาขึ้นทะรงแท่น หายโพยแม่นวันดีกัณหาชาลีเมืองฮอดเมืองบู่ สถิตอยู่เย็นใจ ท้ายพญาศรีสญไชย์ภูวนา นิมนต์ราชปุตตา ให้เป็นพระราชาคืนดังเก่าเป็นเล่าสองทีก็เป็นมื้อนี้วันนี้ วันนี้เป็นดิถีทั้งห้า เจ้าฟ้าเล่าแถมคุณ พราหมณปุนปองราชพรแก้วอาจสิบประการวรสารตัวองอาจ ชี้สู่ราชเล็งโญ วันนี้ โพธิญาณตนหน่อฟ้า มีเดชกล้าสวยเมือง พระบุญเฮืองครองเมืองตุ้มไพร่ทศราชไต่ตามธรรม จำนำสัตว์ให้พ้น วันนี้ดีลื่นล้นเหลือประมาณ หนุมานใจผ่องแผ้ว นีรมิตผาสาทแก้วก่อแปงเมือง นาคองเฮืองทศราช เชียงเครืออาจขุนเม็ง เงินยวงเซ้งเนาคับคั่งสะพรั่งพร้อมฝูงหมู่เสนาเดาดามาเป็นบริวารแวดล้อม มาอยู่อ้อมทุกหมู่โยธา ทั้งนาคานาดีครุฑนาค ทุกภาคพร้อมธรณี เมขลาศรีสาวถ่าวเชื้อท่านท้าวปรเมศวร บรบวนฤทธีกล้า เอาแผ่นผ้าขี่ตางยาน กุมภัณฑ์ดาลยมราช จตุโลกอาจองค์หลวงทั้งค่วงบนบุรมเจ้าฟ้าเดชะกล้ากว่าสิ่งทั้งหลาย จึงยายยังพระพรและควงจุ้มให้ลงมาคุ้มฝูงคน ให้หายกังวลและเดือดฮ้อน โพยพยาธิ์ค่อนพ่ายหนีไปทั้งภายในและภายนอก แดดด้าวขอกคีรี พระฤษีสิทธิเดช จบเทพพร้อมอาคมนิยมประสิทธิ์ประสาทพรแก้วอาจดวงดี มื้อนี้แม่มื้อสวรรค์ วันนี้แม่นวันชอบ ทั้งประกอบด้วยฤกษ์งามยามดี เป็นศรีสิทธิชัยมัคลาดิเรกอเนกสวัสดี แท้ดีหลีแลนาย บัดนี้ ฝูงข้าน้อย ใจชื่อช้อยินสะออน ขอโอมอ่านอวยพรแก่……………..ผู้ทะรงคุณคามมากข้าน้อยหากขอวอน คุณอนุสรณ์สามสิ่ง คือ รัตนตรัยแก้วกิ่งดวงดี กับทั้งคุณประเสริฐศรีทุกแห่ง จบแหล่งหล้าสรวงสวรรค์มาเสกสรรเป็นพระพร คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อโรคยะปฏิภาณะ อธิปติ คุณสารสมบัติทุเยื่อง ขอให้เดชานุภาพกระเดื่องทั่วธรณี ดังแสงสุรีย์สว่างโลก หายทุกข์โศกสวัสดี เชยยตุ ภวํ เชยย มงคลํ จงให้เป็นชัยมงคลอันแวนยิ่งถ้วนทุกสิ่งสมบูรณ์ นั้นเทอญ (ตีฆ้อง 3 ที โห่ร้องเอาชัย)
ข. เฮียกขวัญผูกแขน เมื่อพราหมณ์กล่าวคำสูตรขวัญเสด็จ จะมีพิธีเฮียก (เรียก) ขวัญผูกแขนสำหรับเฮียกขวัญผูกแขนนั้น มีปรากฎอยู่
ในหนังสือประเพณีการบายศรีสู่ขวัญทั่วไปแล้ว จึงมิได้นำมารวบรวมไว้ในนี้ท่านผู้สนใจอาจศึกษาและท่องจำจากหนังสือดังกล่าว พิธีเฮียกขวัญผูกแขน พระสงฆ์ตั้งตาลปัตรสวดชยันโต 3 จบ พร้อมกับผูกแขนร่วมด้วยพราหมณ์และญาติโยม เสด็จพิธีแล้ว นิมนต์พระภิกษุสามเณรผู้ได้รับการฮดสรง เข้านั่งอาสนะบนอาสน์สงฆ์ ญาติโยมประเคนบริขารเครื่องยศเฉพาะส่วนที่ยังมิได้ประเคน กองของรูปใดก็ประเคนรูปนั้น จากนี้ญาติโยมอาจจะถวายปัจจัยไทยทานแต่พระภิกษุสามเณรซึ่งมาร่วมพิธีเป็นพิเศษอีกก็แล้วแต่จะเห็นสมควรเมื่อประเคนแล้ว พระภิกษุสามเณรผู้ได้รับเถราภิเษกและผู้ร่วมพิธีตั้งตาลปัตร อนุโมทนา ยถาสพพี จบ ว่า สพพุทธานุภาเวนะจนจบ ต่อภวตุ สพพมงคลํ ฯ จบ แล้วเป็นเสร็จพิธี เมื่อเสร็จพิธีสู่ขวัญนาค บวชนาคและฮดสรงหรือเถราภิเษก (ถ้ามี แล้วจะมีการแห่บั้งไฟออกนอกวัดไปแสดงคารวะมเหศักดิ์หลักเมืองและผีปู่ตาหรือผีเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองหรือหมู่บ้าน แล้วแห่ไปตามละแวกบ้าน การแห่บั้งไฟจะมีการเซิ้งและฟ้อนรำพร้อมดนตรีพื้นเมืองชนิดต่าง ๆ เช่น กลอง ฆ้อง แคน พิณ ฯลฯ สำหรับขบวนเซิ้งและคำเซิ้งในประเพณีบุญบั้งไฟ อาจแบ่งออกได้เป็นสามพวก คือ พวกที่มีความรู้และเป็นสำคัญ คำเซิ้งจึงไม่พิถีพิถันนักอาจเป็นคำขอและอื่น ๆ ก็ไพเราะ อีกพวกหนึ่งมักคือพวกที่มีความรู้และคุณธรรมคำขอเหล้ากินบ้าน และขบวนแห่ก็มักจะจัดตามชอบส่วนอีกพวกหนึ่งมักค่อนข้างไปในทางตลกโปกฮา และบางทีคำพูดและกิริยาท่าทางที่แสดงอาจหยาบคายคือ คำเซิ้ง บางที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศและคำหยาบปะปนอยู่บ้าง นอกนี้ในขบวนแห่บางทีนำวัตถุบางอย่าง เช่น ไม้ เป็นต้น มาทำรูปอวัยวะเพศของชายหญิงมาประดับตามร่างกาย หรือถือแห่ร่วมขบวนไปด้วย และบางทีทำรูปชายหญิงร่วมเมกุนกับบนบั้งไฟขณะที่หามไปก็มี นอกนี้บางคนก็อาจมีการแสดงท่าทางหยาบโลนบ้าง แต่การทำเช่นนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีใครถือสาหาความ ถือเป็นเรื่องขบขันและสนุกสนานมากกว่า เพราะเคยทำมานานคล้ายเป็นประเพณี ในขณะแห่บางคนเอาวัตถุบางอย่างมาทำเป็นหน้ากาก ซึ่งรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวแบบหัวโขนมาปิดหน้าตนและยังมีการเล่นพื้นเมืองต่าง ๆ บ้างก็แต่งแฟนซีเซิ้งและฟ้อนกันไปเป็นกลุ่ม ๆ บางกลุ่มเล่นพื้นเมืองทำท่าทางตลก เช่น ทอดแห ขายยาและอ่านหนังสือผูกคลอด้วยเสียงแคน บางคนก็รำไปพร้อมกับเสียงแคน ฯลฯ
สำหรับคำเซิ้งบั้งไฟขอยกตัวอย่างมาให้ดูดังต่อไปนี้
" โอเฮาโอ พวกฟ้อนเฮาโอ บั้งไฟหมื่นของพญาแถน ขึ้นไปเทิงเมืองแมนเถิงที่ชั้นฟ้า สุดแหล่งหล้าเหลียวบ่มีเห็น ข้ามตาเวนอุดรเป็นเขต ข้ามประเทศเมืองใหญ่หนองหาน ข้ามภูพานไปแล้วคุณพ่อ ขึ้นก่อด่อสามมื้อบ่ลง ตำข้าวถงไปนำเอาโลด ช่างแม่นขึ้นโพดเอาโลดเอาเหลือจนมีเสือหมูหมาช้างย้าน จนว่าฮ้านซิโปดซิเพ คักแท้เดบั้งไฟบักส่า ขึ้นจนว่าฝ้าแตกเป็นฝอย แหงนตาลอยจนว่าตาค้าง พออยากจ้างไผส่องนำเห็นบั้งไฟขึ้นแล้วซิหาทางเซิ้งต่อ มาพ้อบ่อนนี่เฮาอยากได้หญัง ใจเฮาหวังหล้าเด็ดหรือว่าเหล้าโท อยากขอเหล้าเด็ดนำเจ้าจักโอ ขอเหล้าโทนำเจ้าจักถ้วย หวานจ้วยจ้วยต้วยปากหลานชาย ตักมายายหลานชายให้มันคู่ดันบ่คู่โตข้อยบ่หนีตายเป็นผีซินำมาหลอก ออกจากบ้านซิหว่านดินนำ ตายเป็นปลวกมากัดเครือพลู ตายเป็นหนูมากัดเครือหูกต่ายเป็นลูกน้อยไห่จ่องกินนม เอาเถาะฟ้าวเอาเถาะ คันบ่ให้ทัวขั้นไดซิลงท่ง ลุงทานแล้วหลานแก้วซิให้พร ลุงทานแล้วให้แข้วเจ้าดำ ลุงทานแล้วให้ถงคำลุงตง ให้ท้องลุงพ่งคือดั่งไหได ลุงเฮ็ดไฮ่ให้ได้ข้าวฮวงหนา ลุงเฮ็ดนาให้ได้ข้าวฮวงใหญ่ ให้ลูกใภ้หลานน้อยได้ชื่นชม เลี้ยงควายด่อนให้เป็นโตเขาดำ เลี้ยวควายดำให้เป็นโตเข้าแถ้วเลี้ยงแผ่แล้วไว้คราดไฮ่ไถนา มาเฮามาพวกเซิ้งเฮามา ฯลฯ" ส่วนการเล่นอย่างอื่น ๆ ซึ่งแล้วแต่ใครจะคิดขึ้น เพื่อความสนุกสนานคงดำเนินต่อไปเป็นกลุ่ม ๆ หรือคนเดียวตามอัธยาศัยจนตลอดวันและตลอดคืน ในระหว่างงานนี้หนุ่ม ๆ จะถือโอกาสคุยกับสาว ๆ ที่ตนชอบตามเพิงปะรำหรือผามทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยพอถึงกลางคืน นอกจากจะมีการคบงันด้วยการละเล่นต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน บางแห่งมีการเส็งกลอง การแข่งขันตีกลอง กลองที่เอามาตีแข่งขันกันเรียกว่า "กลองเส็ง" ผู้มาแข่งขันอาจเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันหรือต่าง ๆ หมู่บ้านนำกลองมาแข่งก็ได้การตัดสินแข่งตีกลอง ตัดสินที่ลีลา จังหวะการตี และเสียงดัง การคบงันปรกติมีการเล่นและร้องรำต่าง ๆ จะสว่างดังกล่าวแล้ว พอรุ่งเช้าถวายจังหันเสร็จแล้ว นำบั้งไฟไปจุดที่นั่งร้านบนต้นไม้ ซึ่งยกขึ้นสำหรับจุดบั้งไฟโดยเฉพาะบางแห่งมีการจุดบั้งไฟในตอนบ่ายก่อนนำบั้งไฟไปจุดจะมีการแห่บั้งไฟพร้อมกับมีการเล่นต่างๆ อีกครั้งหนึ่งและมีการประกวดดังกล่าวแล้วข้างต้น การจุดบั้งไฟส่วนมากต้องนำไปจุดกลางทุ่ง ห่างไกลจากชุมชนหรือหมู่บ้านเพื่อป้องกันอันตรายจากบั้งไฟ ระหว่างการแห่และจุดบั้งไฟ ประชาชนจะไปดูกันอย่างคับคั่ง เมื่อจุดบั้งไฟแล้ว หากบั้งไฟใครขึ้นสูง ญาติมิตรจะพากันขามช่างบั้งไฟไปสรงน้ำหรือไปปรับกินเหล้า และถ้าหากบั้งไฟไม่ขึ้นก็จะหามช้างไปโยนลงน้ำหรือโคลนตมเมื่อจุดบั้งไฟเสร็จแล้วมีการตามรอยไฟ คือ ฟ้อนรำไปเยี่ยมตามบ้านต่าง ๆ เพื่อขอสุราอาหารกินกัน การทำบุญชนิดนี้ นอกจากจะเป็นพิธีขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลแล้ว ยังทำให้ผู้ที่มาร่วมงานกันทำบุญเกิดความรักใคร่สามัคคีกัน เพราะชาวบ้านได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนคบค้าสมาคมกันและเป็นการพักผ่อนสนุกสนานเพลิดเพลิน ก่อนจะได้ลงมือทำนาทำไร่ซึ่งเป็นงานหนักด้วย เมื่อเล่นสนุกสนานกันพอสมควรจนถึงค่ำแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน เป็นเสร็จพิธีบุญบั้งไฟ นอกจากการทำบุญบั้งไฟ ยังมีการทำบุญวิสาขบูชา คือ วันเพ็ญเดือนหก ได้แก่การถวายภัตตาหารบิณฑบาตร ฟังเทศน์ในตอนเช้า และเวียนเทียนในตอนค่ำ นอกนี้ในเดือนหกนี้บางแห่งคงมีการสรงน้ำพระพุทธรูปซึ่งเป็นการสรงต่อเนื่องมาจากพิธีตรุษสงกรานต์ ดังได้กล่าวแล้วในเรื่องบุญสงกรานต์

5.เดือนห้า บุญสงกรานต์

บุญสงกรานต์หรือตรุษสงกรานต์ของภาคอีสานกำหนดทำกันในเดือนห้า ปรกติมี 3 วัน โดยเริ่มแต่วันที่ 13 เมษายน ถึงวันที่ 15 เมษายนเหมือนกับภาคกลาง วันที่ 13 เมษายน เป็นวันต้น คือ วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เมษายน คือวันกลางเป็นวันเนา และวันที่ 15 เมษายน คือวันสุดท้าย เป็นวันเถลิงศก ชาวอีสานถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ พิธีสงกรานต์ในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ อาจมีพิธีทำแตกต่างกันไปในข้อปลีกย่อยแต่ที่ทำเหมือนกัน คือ การสรงน้ำพระพุทธรูป ที่สำหรับสรงน้ำในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ อาจมีพิธีทำแตกต่างกันไปในข้อปลีกย่อยแต่ที่ทำเหมือนกัน คือ การสรงน้ำพระพุทธรูป ที่สำหรับสรงน้ำพระพุทธรูปมักเป็นที่ใดที่หนึ่ง ที่เห็นว่าเหมาะสม ซึ่งตามปรกติมักใช้ศาลาการเปรียญ แต่บางวัดก็จัดสร้างหอสรงขึ้นแล้วอันเชิญพระพุทธรูปในประดิษฐานไว้ เพื่อทำการสรงในวันสงกรานต์ และในวันถัดจากวันสงกรานต์อีกด้วย
มูลเหตุที่มีการทำบุญสงกรานต์ มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีผู้หนึ่งอยู่กินกับภรรยามานานแต่ไม่มีบุตรเศรษฐีผู้นั้นบ้านอยู่ใกล้กับบ้านนักเลงสุรา นักเลงสุรามีบุตรสองคน ผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนักเลงสุราไปกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี เศรษฐีจึงถามว่าเหตุใดจึงมาหมิ่นประมาทตนผู้มีสมบัติมาก นักเลงสุราจึงตอบว่าถึงท่านมีสมบัติมากก็ไม่มีบุตร ตายแล้วสมบัติจะสูญเปล่า เรามีบุตรเห็นว่าประเสริฐกว่าท่าน เศรษฐีได้ยินดังนั้น มีความละอายจึงทำการบวงสรวง ตั้งอธิษฐานขอบุตรต่อพระอาทิตย์และพระจันทร์ถึงสามปี แต่ไม่เป็นผลจึงไปขอบุตรต่อต้นไทร เทวดาซึ่งสิงสถิตย์อยู่ที่ต้นไทรสงสารได้ไปอ้อนวอนขอบุตรต่อพระอินทร์ให้เศรษฐี พระอินทร์จึงโปรดให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อประสูตแล้วเศรษฐีให้ชื่อว่า ธรรมบาล ตามนามของเทวบุตร และปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ที่ใต้ต้นไทรนั้น ธรรมบาลเป็นเด็กฉลาด โตขึ้นอายุเพียง ๆ ขวบก็สามารถเรียนจบรู้ภาษานกและมีความเฉลียวฉลาดมาก ต่อมากบิลพรหมจากพรหมโลกได้ลงมาถามปัญหาสามข้อกับธรรมบาล ปัญหามีว่า คนเราในวันหนึ่ง ๆ เวลาเช้าศรีอยู่ที่ไหนเวลาเทียงศรีอยู่ที่ไหนและเวลาเย็นศรีอยู่ที่ไหนโดยสัญญาว่า ถ้าธรรมบาลแก้ได้กบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนบูชา แต่ถ้าธรรมบาลแก้ไม่ได้จะต้องตัดศีรษะธรรมบาลเสีย โดยผัดให้เจ็ดวันคราวแรกธรรมบาลนึกตอบปัญหานี้ไม่ได้ พอถึงวันถ้วนหกพอดีไปแอบได้ยินนกอินรีผู้ผัวพูดคำตอบให้นกอินทรีผู้เป็นเมียฟังบนต้นตาล ธรรมบาลถึงสามารถแก้ปัญหาได้ คำตอบคือเวลาเช้าศรีอยู่ที่หน้าคนถึงเอาน้ำล้างในตอนเช้า เวลากลางวันศรีอยู่ที่อกคนถึงเอาเครื่องหอมประพรมที่หน้าอกในเวลากลางวันและเวลาเย็นศรีอยู่ที่เท้า คนจึงเอาน้ำล้างเท้าในเวลาเย็น เมื่อถึงวันถ้วนเจ็ดท้าวกบิลพรหมได้มาทวงถามปัญหาธรรบาล เมื่อธรรมบาลตอบได้ (ตามที่ยินนกพูดกัน) กบิลพรหมจึงตัดศีรษะของตนบูชาธรรมบาลตามสัญญาแต่เนื่องจากศีรษะของกบิลพรหมศักดิ์สิทธิ์ ถ้าตกลงแผ่นดินจะเกิดไฟไหม้ ถ้าทิ้งไปในอากาศจะทำให้เกิดฝนแล้งและถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง ดังนั้นเมื่อกบิลพรหมจะตัดศีรษะของตน ถึงได้ให้ธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารองรับศีรษะของตนไว้ โดยตัดศีรษะส่งให้นางทุงษผู้ธิดาคนใหญ่ แล้วธิดาทั้งเจ็ดจึงแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นเวลา 60 นาที จึงนำไปประดิษฐานไว้ที่มณฑปในถ้ำคันธุลีเขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์พระเวสสุกรรมก็เนรมิตโรงแล้วด้วยแก้วเจ็ดประการ ให้เป็นที่ประชุมเทวดาพอครบหนึ่งปีธีดาทั้งเจ็ดจะผลัดเปลี่ยนกันมาอัญเชิญเอาศีรษะของกบิลพรหมแห่พระทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ (ธิดาทั้งเจ็ดของกบิลพรหมมีชื่อดังนี้ คือ ทุงษ โคราด รากษส มัณฑา กิรินี กิมิทาและมโหทร) พิธีแห่เศียรของกบิลพรหมนี้ทำให้เกิดพิธีตรุษสงกรานต์ขึ้นทุก ๆ ปี และถือเป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ของชาวไทยโบราณต่อๆ กันมาด้วย
นางสงกรานต์ ได้แก่ ผู้ทำหน้าที่อันเชิญเอาศีรษะของท้าวกบิลพรหมมาแห่ในวันสงกรานต์ เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ขึ้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นต่ำที่สุด มีด้วยกัน 7 คน เป็นพี่น้องกันทั้งหมด และเป็นธิดาของท้าวกบิพรหมหรือมหาสงกรานต์ดังกล่าวข้างต้น การที่ธิดาคนใดจะเป็นนางสงกรานต์ เช่น พ.ศ. 2527 วันที่ 13 เมษายนตรงกับวันศุกร์ นางสงกรานต์จึงมีนามว่า กิมิทา เป็นต้น นางทั้ง 7 มีชื่อ วัน ดอกไม้ เครื่องประดับ อาหาร อาวุธ และสัตว์เป็นพาหนะ ดังนี้
1. ทุงษ วัน อาทิตย์ดอกไม้ ดอกทับทิมเครื่องประดับ ปัทมราดอาหาร อุทุมพรอาวุธ จักร - สังข์พาหนะ ครุฑ
2. โคราด วัน จันทร์ดอกไม้ ดอกปีบเครื่องประดับ มุกดาหารอาหาร น้ำมันอาวุธ พระขรรค์ - ไม้เท้าพาหนะ พยัคฆ์ (เสือโคร่ง)
3. รากษส วัน อังคารดอกไม้ ดอกบัวหลวงเครื่องประดับ โมราอาหาร โลหิตอาวุธ ตรีศูล - ธนูพาหนะ วราหะ (หมู)
4. มัณฑา วัน พุธดอกไม้ ดอกจำปาเครื่องประดับ ไพฑูรย์อาหาร นมเนยอาวุธ ไม้เท้า - เหล็กแหลมพาหนะ คัสพะ (ลา)
5. กิรินี วัน พฤหัสบดีดอกไม้ ดอกมณฑาเครื่องประดับ มรกตอาหาร ถั่วงาอาวุธ ขอ -ปืนพาหนะ กุญชร (ช้าง)
6. กิมิทา วัน ศุกร์ดอกไม้ ดอกจงกลณีเครื่องประดับ บุษราคัมอาหาร กล้วยน้ำอาวุธ พระขรรค์ - พิณพาหนะ มหิงสา (ควาย)
7. มโหทร วัน ศุกร์ดอกไม้ ดอกสามหาวเครื่องประดับ นิลรัตน์อาหาร เนื้อทรายอาวุธ จักร - ตรีศูลพาหนะ นกยูง

วิธีหาวันอธิบดี วันธงชัย วันอุบาทว์ วันโลกาวินาศ ครั้งแรกหาวันอธิบดีก่อน จึงหาวันอื่น ๆ โดยมีวิธีต่อไปนี้
วันอธิบดี ให้ตั้งพุทธศักราชลง แล้วหารด้วย 7 เหลือเศษเท่าไร เศษนั้นเป็นวันอธิบดี เช่น เศษ 1 เป็นวันอาทิตย์ เศษ 2 เป็นวันจันทร์ เศษ 3 เป็นวันอังคาร เศษ 4 เป็นวันพุธ เศษ 5 เป็นวันพฤหัสบดี เศษ 6 เป็นวันศุกร์ ถ้าหารลงตัวไม่มีเศษ เป็นวันเสาร์ เช่น พ.ศ. 2527 เมื่อเอา 7 หาร ลงตัวพอดีไม่มีเศษวันอธิบดีก็เป็นวันเสาร์
วันธงชัย ให้ตั้งเลขวันอธิบดีของปีนั้น ๆ ลงเอา 3 คูณ 2 บวก แล้วหารด้วย 7 เหลือเศษเท่าไร เศษนั้นเป็นวันธงชัย เช่น พ.ศ. 2527 วันจันทร์เป็นวันธงชัย
วันอุบาทว์ ให้ตั้งเลขวันอธิบดีของปีนั้น ๆ ลงเอา 3 คูณ 1 บวก แล้วหารด้วย 7 เหลือเศษเท่าไรเศษนั้นเป็นอุบาทว์ เช่น พ.ศ. 2527 วันอาทิตย์เป็นวันอุบาทว์
วันโลกาวินาศ ให้ตั้งเลขวันอธิบดีของปีนั้น ๆ ลงเอา 2 บวก แล้วหารด้วย 7 เหลือเศษเท่าไรเศษนั้นเป็นวันโลกาวินาศ เช่น พ.ศ. 2527 วันจันทร์เป็นวันโลกาวินาศ
การหาวันอธิบดี วันธงชัย วันอุบาทว์ และวันโลกาวินาศ เป็นอคติถือว่า โดยคนไทยเรานั้นฝังหัวหรือเชื่อถือกันมาแต่โบราณว่า ถ้าจะทำการมงคลใด ๆ ก็นิยมกระทำในวันอธิบดี และวันธงชัย เว้นวันอุบาทว์และโลกาวินาศ ถึงแม้พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า "ประโยชน์เป็นตัวฤกษ์ของเขลา ผู้ถือฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์เป็นตัวฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวทั้งหลายจักทำอะไรได้" แต่เราก็ยังอดถือฤกษ์ถือยามไม่ได้ พระท่านจึงสอนว่ายึดอะไรก็ยึดได้ แต่อย่ายึดให้มั่น ถืออะไรก็ถือได้ แต่อย่าถือให้มั่นเกินไป" เพราะการยึดมั่นถือมั่นเกินไปแล้วหนักวางยากปลงยาก อาจทำให้ไม่สบายใจ
จำนวนนาคให้น้ำ ถ้าต้องการทราบจำนวนขนาดให้น้ำในปีใด เมื่อคิดวันอธิบดีได้แล้ว ก็เอาวันอธิบดีตั้งคูณด้วย 5 บวกด้วย 3 และหารด้วย 7 เหลือเศษเท่าใด ก็เป็นจำนวนนาคให้น้ำเท่านั้นตัว เช่น พ.ศ. 2527 จำนวนนาคให้น้ำ 3 ตัว เป็นต้น
จำนวนฝนตก เกณฑ์น้ำฝนที่ว่าตกเท่านั้นเท่านี้ห่า คือ ตกในเขาจักรวาลเท่านั้นห่า ในป่าหิมพานต์เท่านั้นห่า ในสมุทรเท่านั้นห่า และในมนุษย์โลกเท่านั้นห่า มีกำหนดไว้ดังนี้ คือ ถ้าวันอธิบดีฝนเป็นวันอังคารฝนตกทั้งหมด 300 ห่า ถ้าเป็นวันอาทิตย์หรือวันเสาร์ตก 400 เท่า ถ้าเป็นวันจันทร์หรือวันพฤหัสบดี ตก 500 ห่าถ้าเป็นวันพุธหรือวันศุกร์ ตก 600 ห่า ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดถ้าอยากทราบว่าจำนวนน้ำฝนตกที่ใดเท่าใด ก็แบ่งจำนวนน้ำฝนที่ตกทั้งสิ้นออกเป็น 10 ส่วน จะเป็นตกในมนุษยโลก 1 ส่วน ตกในมหาสมุทร 2 ส่วน ตกในป่าหิมพานต์ 3 ส่วน และตกในเขาจักรวาล 4 ส่วน ตามลำดับเช่น จำนวนน้ำฝนรวมเป็น 400 เท่า ก็เป็นจำนวนตกในมนุษยโลก 40 ห่า ตกในสมุทร 80 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า และตกในเขาจักรวาล 160 ห่า

เกณฑ์ธัญญาหาร มี 4 อย่าง เรียงตามลำดับเศษที่คำนวณได้ คือ
เศษ 1 ชื่อ ถาภะ ได้ 10
เสีย 1
เศษ 2 ชื่อ วิบัติ ได้ กึ่ง เสีย กึ่ง
เศษ 3 ชื่อ ปัจฉิม ได้ 1 เสีย 5
เศษ 4 ชื่อ ปัจฉิม ได้ 1 เสีย 5
เศษ 5 ชื่อ วิบัติ ได้ กึ่ง เสีย กึ่ง
เศษ 6 ชื่อ ลาภะ ได้ 10 เสีย 1
เศษ 7 ชื่อ ปาปะ ได้ 1 เสีย 10
เกณฑ์ธาราธิคุณ มี 4 ราศี ซึ่งหมายถึงกองธาตุทั้งสี่ ถ้าตก
ราศีเตโช (ธาตุไฟ) น้ำน้อย
ราศีวาโย (ธาตุลม) น้ำน้อย
ราศีปถวี (ธาตุดิน) น้ำงามพอดี
ราศีอาโป (ธาตุน้ำ) น้ำมาก
เหตุใดในปฎิทินบัตรแต่ก่อน จึงไม่บอกวันเดือนปีทางสุริยคติเหมือนอย่างปฏิทินสมัยใหม่ แต่ว่าบอกวันทางจันทรคติเป็นข้างขึ้นข้างแรม และบอกเป็นชื่อตาม 12 นักษัตร คือ ชวด ฉลู ขาล เถาะ เป็นต้น ก็เพราะการนับวันทางสุริยคติ ดูเหมือนจะมีใช้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432 นี้เอง ก่อนนั้นขึ้นไปเขาใช้นับกันทางจันทรคติ ซึ่งราษฎรถึงจะไม่มีปฏิทินดู ก็ใช้ดูจากดวงจันทร์เป็นเดือนเกิดเดือนดับ หรือข้างขึ้นข้างแรมพอสังเกตดูได้เป็นประมาณนอกนี้ทางพุทธศาสนิกชนก็ยังถือวันทางจันทรคติอยู่ด้วย การนับวันทางจันทรคติจึงมีความจำเป็นแก่ประชาชนทั่วไปเพราะเกี่ยวกับการทำทำไร่ไถนาตามฤดูกาลและการทำบุญของเขา ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญตรุษสงกรานต์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

วิธีดำเนินการ ในวันที่ 13 เมษายน ในตอนเช้าหรือก่อนเที่ยง ทางวัดจะจัดเตรียมทำความสะอาดพระพุทธรูปและจัดพระพุทธรูปไว้ ณ ที่จะทำการสรง ซึ่งตามปรกติมักจัดไว้ที่แท่นหรือโต๊ะบนศาลาการเปรียญหรือหอสรงก็ได้ เมื่อเวลาบ่ายประมาณสองโมงทางวัดจะตีกลองเพื่อนัดชาวบ้าน พอชาวบ้านได้ยินเสียงกลองจะจัดน้ำอาบน้ำหอมและดอกไม้ธูปเทียนมารวมกันที่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในวัด บางท้องถิ่นหนุ่ม ๆ สาว ๆ จะชวนกันไปหาดอกไม้ในป่า เพื่อนำมาบูชาพระพุทธรูป เมื่อพร้อมแล้วมีการกล่าวคำบูชาดอกไม้และอธิษฐานขอสรงน้ำแล้วจึงทำการสรงน้ำพระพุทธรูปด้วยน้ำอบน้ำหอม โดยใช้ช่อดอกไม้จุ่มน้ำสลัดใส่องค์พระพุทธรูปเมื่อสรงน้ำพระพุทธรูปเสร็จ ชาวบ้านจะนำน้ำที่ได้จากสรงพระพุทธรูปไปประพรมบนศีรษะของคนและสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย ฯลฯ เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข นอกนี้บางวัดยังอัญเชิญพระพุทธรูป 4 องค์ไปไว้ที่หอสรง สำหรับสรงน้ำในวัดถัดไปจากวันตรุษสงกรานต์อีกด้วย ที่หอสรงบางแห่งใช้ไม้แก่นเจาะเป็นราง สลักลวดลายอย่างสวยงามหรือรางไม้ไผ่ที่ทำเป็นร่องยาวพาดออกมาข้างนอก ตรงบนพระพุทธรูปเจาะเป็นรูและต่อท่อเล็ก ๆ ให้น้ำไหลออกมา การสรงน้ำพระพุทธรูปที่หอสรง ถ้ามีรางก็เทน้ำใส่ราง ที่ยื่นออกมาข้างนอก เพื่อให้น้ำไหลรดองค์พระพุทธรูปตรงรูดังกล่าวถ้าไม่มีรางก็ใช้ภาชนะเล็ก ๆ เช่น ขัน เป็นต้น ทำการรดในวันต่อ ๆ มาภายหลังวันตรุษสงกรานต์ เมื่อมีคนไปสงน้ำพระพุทธรูป เด็ก ๆ มักชอบไปอยู่ข้างหอสรง เพื่อจะได้อาบน้ำพระพุทธรูปเป็นที่สนุกสนานทั้งถือว่าทำให้หายโรคภัยไข้เจ็บและอยู่เย็นเป็นสุขด้วย การสรงน้ำพระพุทธรูปที่หอสรงนี้ จะทำทุกวัน จนกว่าจะแห่ดอกไม้เสร็จ ซึ่งอย่างช้าไม่เกินวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จึงอัญเชิญพระพุทธรูปไป ประดิฐฐานไว้ตามเดิม ในวันตรุษสงกรานเมื่อสรงน้ำพระพุทธรูปเสร็จแล้ว บางแห่งเวลากลางคืนประมาณ 1 ทุ่ม ชาวบ้านจะไปรวมกันที่วัด ทำการคบงันด้วยดนตรี ร้องรำทำเพลงและการละเล่นต่าง ๆ แต่ส่วนมากพากันจับกลุ่มเล่นหันกันตามละแวกหมู่บ้านเป็นแห่ง ๆ โดยมากเป็นพวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ การเล่นนอกจากเป่าแคนและร้องรำทำเพลงและมีการเล่นสาดน้ำและการละเล่นอื่น ๆ เช่น เล่นสะบ้า ถึงหนึ่งหรือชักเย่อ ฯลฯ โดยเฉพาะการเล่นสาดน้ำกันไม่ถืออายุ ชั้นวรรณะและเชื่อว่าหากเล่นสาดน้ำกันมากเท่าใด จะเป็นการช่วยดลบันดาลให้ฝนตกมากขึ้นเท่านั้น บางแห่งพวกผู้หญิงจับผู้ชายไปมัด แล้วเอาน้ำมารดจนหนาวสั่น จะหยุดรดและปล่อยตัว จนกว่าผู้ที่ถูกจับมัดยอมเสียค่าไถ่ซึ่งส่วนมากได้แก่ เครื่องดื่มและอาหาร เช่น ขนม เป็นต้น ให้แก่คณะผู้ทำการจับ
นอกจากสรงน้ำพระพุทธรูปแล้ว ในวันตรุษสงกรานต์ยังมีการสรงน้ำพระสงฆ์ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพและขอพรจากพระสงฆ์ให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่บางหมู่บ้านสาว ๆ อาจสาดน้ำพระเณรในวัดด้วย ซึ่งประเพณีดั้งเดิมถือว่าเป็นการสนุกไม่ถือเป็นการบาปแต่อย่างใด หลังจากสรงน้ำพระสงฆ์แล้ว ชาวบ้านจะจัดขบวนแห่ไปสรงน้ำให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่เคารพนับถือตามสมควร เช่น คนที่มีอายุมาก ๆ กำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น
ประเพณีสงกรานต์หรือปีใหม่ของชาวอีสาน มักจะเล่นกันเป็นเวลาหลาย ๆ วัน บางแห่งเล่นกันเป็นเวลา 5-7 วัน และถ้าอากาศร้อน บางทีมีการเล่นสาดน้ำก่อนวันงาน และภายหลังวันงานรวมเป็นเวลาถึง 10 วันก็มี แต่ตามปรกติจะมีการเล่นสนุกสนานกัน 3 วัน คือวันที่ 13-14-15 เมษายน โดยเฉพาะวันที่ 14 เมษายน ซึ่งเป็นวันเนา (บางแห่งเรียกวันเนา แผลงเป็นวันเน่าก็มี) แปลว่า วันหยุด ชาวบ้านจะหยุดงานทุกอย่างและจะเล่นสนุกสนานกันอย่างเต็มที่และในวันเนาจวนรุ่งสว่างราว 4 หรือ 5 นาฬิกา จะมีการยิงปืนและจุดประทัดขับไล่ภูตผีและเสนียดจัญไรต่าง ๆ ด้วย
ส่วนการละเล่นจะมีติดต่อกันไปตลอดวันตลอดคืน จนถึงคืนวันที่ 15 เมษายนและตอนเย็นวันที่ 15 เมษายน บางแห่งชาวบ้านทำธง (ชาวบ้านเรียกว่า ธุง) ด้วยด้ายสีต่าง ๆ ยาวประมาณ 2-3 วา นำไปแขวนที่วัด โดยใช้ลำไม้ไผ่ที่ยอดโก่งเรียวงามเป็นเสาธง การนำธงไปแขวนจะการแห่และตีฆ้องตีกลองด้วย การแขวนธงนี้บางท่านให้ความเห็นว่า นอกจากเป็นการบูชาพระรัตนตรัยแล้วยังเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะแห่งชีวิตของคนเรา คือสามารถมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปีใหม่อีกครั้งหนึ่งและในคืนวันที่ 15 เมษายนพอจวนสว่าง คือรุ่งขึ้นวันที่ 16 เมษายน บางแห่งมีการแห่ข้าวพันก้อนไปบูชาที่วัดเรื่องบุญแห่ข้าวพันก้อนจะได้กล่าวละเอียดที่หลัง
ในวันที่ 15 เมษายน บางแห่งมีการทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ในตอนเช้า และตอนบ่ายบางแห่งชาวบ้านพากันขนทรายมาก่อเจดีย์ทราย อาจจัดทำที่หาดทรายใกล้แม่น้ำหรือที่ใดที่หนึ่งแล้วแต่จะเห็นว่าเหมาะสม แต่ส่วนมากนิยมจัดทำที่วัด โดยชาวบ้านพากันขนทรายจากท่าน้ำมาก่อเป็นเจดีย์ทรายที่วัดรวมกันเป็นกองใหญ่ การก่อเจดีย์จัดทำโดยเอาทรายผสมน้ำพอซุ่มแล้วนำมารวมก่อเป็นกองใหญ่ ทำเป็นรูปเรียวสูงคล้ายปิรมิด ตกแต่งให้สวยงามดีแล้ว ตรงยอดเจดีย์เอาไม้แก่นแข็งทำเป็นหยักและเสี้ยมปลายแหลมพร้อมทาสีให้สวยงาม มาเสียบไว้พร้อมดอกไม้และเทียน นอกจากนี้บางทียังเอาขันขนาดเล็กใส่ทรายซึ่งผสมน้ำพอหมาดให้เต็มดีแล้วตีคว่ำลงกับพื้นดินรอบเจดีย์ทรายองค์ใหญ่ คนหนึ่งทำจำนวนให้เกินอายุของตนไว้ 1 ขัน ซึ่งมีความหมายขอให้อายุยืนยาวต่อไป เช่น เกี่ยวกับทำกองทรายด้วยนั่นเอง การก่อเจดีย์ทรายหากไม่ทำในวันดังกล่าวอาจทำในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ซึ่งเป็นวันอัญเชิญพระพุทธรูปที่นำมาสรงน้ำที่หอสรงไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม การก่อเจดีย์ทรายเมื่อทำเสร็จพิธีก็มีการทำพิธีบวช โดยนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 5 รูป มาทำพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำพิธีบวชองค์พระเจดีย์ทราย มีการประน้ำพระพุทธมนต์ที่เจดีย์ทรายด้วย พิธีนี้นิยมทำในตอนบ่าย พอถึงตอนเย็นหรือค่ำมีการฟังพระสวดมนต์ ฟังเทศน์ฉลองพระทรายและทำการคบงัน การก่อเจดีย์ทรายนอกจากได้บุญตามความเชื่อถือแล้ว หากจัดทำในวัด โอกาสต่อมาเมื่อเจดีย์ทรายทลายลง พื้นที่แห่งนั้นจะได้รับการถมให้สูงขึ้นไปในตัวพื้นดินจะหายจากโคลนตมและมองดูสะอาดตาดีด้วย นับเป็นการได้กุศลสองต่อ
ภายหลังวันสงกรานต์แล้ว บางแห่งมีการแห่ดอกไม้ โดยทำเป็นต้นดอกไม้ไปถวายวัด รายละเอียดเรื่องราวการแห่ดอกไม้จะได้กล่าวในโอกาสต่อไป นอกจากพิธีดังกล่าวแล้วบางท้องถิ่นภายหลังงานตรุษสงกรานต์แล้ว จะมีพิธีสู่ขวัญพระพุทธรูปและสู่ขวัญพระภิกษุสามเณรด้วย

คำสู่ขวัญพระพุทธรูปและคำสู่ขวัญพระภิกษุสามเณร มีดังต่อไปนี้
ศรี ศรี ปีเดือนแถมเถิงเขต พระสุริยเยศเข้าสู่ราตรี ผีจักปุนเป็นปีอธิกมาส ฝูงข้าน้อยนาถข้าบาททั้งหลายยกมือใส่หัวเกศเกล้า ไหว้พระรัตนตรัยแล้วเจ้าตนรัศมี เถิงฤดูปีมาไต่เต้า องค์พระแก้วเจ้าจึงเสด็จลีลาลง ทรงตนงามพีพ่าย ๆ ฝูงข้าทั้งหลายบ่มีใจติกหนาด้วยโทษ กริ้วโกรธโกรธาพร้อมกันมาราชาบายศรีแด่พระแก้วเจ้า ทั้งผู้เฒ่าและปานกลาง ทั้งสาวฮามและเด็กน้อย มีใจชื่นช้อยเลื่อมใสดี ฝูงข้าทั้งหลายได้ขัดสีสังเกต ตามประเทศพื้นเมืองคน ฝูงข้าทั้งหลายได้กระทำเพียรสร้างกุศลหลายชาติ จึงได้อุปฐากพระแก้วเจ้าองค์ทรงธรรมผายโผดเมตตาโปรดสัตว์โลกให้พ้นโอฆสงสาร ให้ได้เถิงพระนีรพานอันล้ำยิ่ง ฝูงข้าทั้งหลายถึงพร้อมกันมาตกแต่งแล้วจึงยอถวายแดพระแก้วเจ้า องค์เป็นเค้าเป็นเหง้า แก่ฝูงคนและเทวดาทั้งหลายและทรงฮูปโฉมงามย้อยยั่ง เป็นดั่งน้ำครั่งใส่ไตคำ องค์มีรัศมีงามบ่ฮู้เศร้า ตราบต่อเท่าห้าพันพระวัสสา

อันหนึ่ง ฝูงข้าทั้งหลายก็ยังมีคำมักคำปรารถนาต่าง ๆ กัน บางพ่อปรารถนาเอาซึ่งสมบัติมากสมบัติหลากโลกีย์ เป็นเศรษฐีรตนาถพร้อมเนืองนอง เงินคำกองม้ามิ่ง นับด้วยสิ่งอสงไขย บางพ่องปรารถนาเป็นพญาจักรพรรดิราชา ให้ได้ผาบแพ้ทั้งสีชมพู บางพ่องปรารถนาเป็นพญาอินทราธิราช อันเป็นอาชญ์แก่เทวดาทั้งหลายบางพ่องปรารถนาเป็นพระพรหมตนประเสริฐ อันเป็นบังเกิดยังญาณ บางพ่อปรารถนาเป็นทายกทายิกาอุบาสกอุบาสิกาของพระศรีอารย์ตนองอาจ เป็นดั่งนางนาถไท้วิสาขา บางพ่องปรารถนาเป็นสัพพัญญตญาณอันล้ำเลิศประเสริญกว่าคน และเทวดาทั้งหลาย บางพ่องปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธอันล้ำยิ่ง ข้ามพ้นสิ่งสงสาร บางพ่องปรารถนาเป็นสาวกบารมีผายผ่อง บางพ่องปรารถนาเป็นพระอรหันต์มรรคญาณอันผ่านแผ้ว หมดบาปแล้วสู่นีรพานขอให้ได้ดังคำมักคำปรารถนา แห่งฝูงข้าทั้งหลายทุกตนทุกคน ก็ข้าเทอญ
ประการหนึ่ง ตราบใดฝูงข้าทั้งหลาย นังได้ทั่วระวัฏฏ์ผัดไปมา ในวัฏสงสารแหล่งหล้าขอให้พ้นจากอบายเว้นแวนไกลฮ้อยโยชน์ คำฮ้ายโหดอย่ามี จำเร้ญศรีสุทธะยิ่ง คือเทพไท้สิ่งอินทรา ขอให้มีอายุยืนนานอย่าน้อยให้ได้ฮ้อยเอ็ดวัสสาอย่าพั่ง อย่าได้หลั่งเข้าสู่โมหา ขอให้ฝุงเข้าเกิดมาพร้อมพระเจ้าตนประเสริฐ ซึ่งว่าพระศรีอริยเมตไตรย แม่นว่ามีอันใดขอให้ประกอบชอบเนื้อเพิงใจ สมศรีไวเมียมิ่ง ลูกแก้วกิ่งกับตนวงศาลสายเชื้อชาติ ขอให้ฉลาดฮู้ใจเดียวแม่นว่าฝูงข้าทั้งหลายยังได้ทัวระเทียวไปมา ในวัฏสงสารหลายชนิด อย่าได้พอพ้อปิตุฆาตฮ้ายหมู่เวราแม่นว่าฝูงข้าทั้งหลายจีกมารณาม้างปัญจขันธ์ทั้งหลาย ขออย่าได้มีน้ำมูกน้ำลายเสลด ทุกข์เหตุฮ้ายเวทนาจงให้มรณาโดยชอบ ประกอบด้วยสติจวิตวา ฝูงข้าทั้งหลายตายจากเมืองคน จอให้ไดเมื่อเอาตนเกิดในชั้นฟ้า เลิศตาวะติงสา ยถา ภาเว ภาเว ชาโต ฝูงข้าทั้งหลาย เกิดมาในภาวะที่ใดก็ดี มีหูตาขอให้ใสแจ้งโสต เป็นเงาในฮ้อยโยชน์ก็ให้เห็นเป็นวิตถารแจ้งโสต ธรรมชาติโสภา ผมดำยาวเส้นแลบ พรรณะแจ้งแจบเสมอเทา เลาคิงขาสมเต้า อย่าถ่อยเฒ่าชราการเนื้อคิงบางคอกลมปล้อง บ่เอ้อ้องก็หากดูงาม คนใดเห็นลืมแลงงายหายอยากข้าว ผู้เฒ่าเห็นหายซึ่งพยาธิโรคาท้าวพญาเห็นชมชื่น น ๆ ทั่วชมพู กูณาผายแผ่กว้าง ให้มีช้างม้าฝูงหมู่เงินคำ ให้จำนาทุกชาติ อย่าได้คลาดดังคำมักคาปรารถนา แห่งฝูงข้าทั้งหลาย ทุกตนทุกคน ก็ข้าเทอญ(คำสู่ขวัญพระพุทธรูปใช้ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ คือ ภายหลังวันตรุษสงกรานต์ หรือใช้ในพิธีสมโภชพระพุทธรูปที่สร้างใหม่ก็ได้)

คำสู่ขวัญพระภิกษุสามเณร
ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรอติเรก อเนกเตโช มโหราฤกษ์ อธิกะอัทธา อตุลาคุณ พหุลเตโช ชัยะมังคลาดิเรก เอนกศรีสวัสดี ไมตรีจวมีแก่นาค ครุฑ มนุษย์ กุมภัณฑ์ คนธรรมพ์ ยักษ์ อารักขเทวดา สุรา สุรินทร์ อินทร์ พรหมยมราชา สุนักขัตตา สุมังคลา อุตตอมโชค อุตตมดถี อุตตมนีธี อุตตมังคลา มหาศรีวิลาส อินทพาดพร้อมไตรยางค์ พร้อมนาวางคคาดคู่ พร้อมกันอยู่สอนลอน อาทิตย์จรจันทร์นักขัตฤกษ์ อังคารถือมหาชัย พุทธพฤหัสไปเป็นโชคศุกร์ เสาร์โยคว่าวันดี วันดีถีอมุตตโชค วันประสิทธิโยคพร้อมลักขณา ฝูงข้าทั้งหลาย ทั้งหยิงชายน้อยใหญ่อุบาสิกอุบาสิกาทั้งหลาย พร้อมกันมาทุกแห่ง มาตกแต่งขันกราบไหว้และบายศรี สรงโสรจด้วยน้ำ พุทธาภิเษกก็หากแล้ว บัดนี้ฝูงข้าทั้งหลาย หากเพิงประสงค์สิทธิจินตนาแล้ว จึงอธิษฐานให้เป็นพระพร 4 โกฏฐาสปฐมโกฏฐาส อันถ้วนหนึ่งนั้น ขอถวายสมมาบูชาเจ้ากู ตนทรงลีลาอันวิเศษ ในช่วงเขตอาฮาม แถมสมภารทุกสิ่ง ไว้เป็นมิ่งมงคล ให้มีบุญและยศกว้าง อยู่สืบสร้างสมณะธรรมเจ้าตราบต่อเท่าฮ้อยซาวพระวัสสา ก็ข้าเทอญ

ทุติยะ พระพรถ้วนสองสมภารนองเนืองมาก บุญล้นหลากเหลือหลาย ผันผายแผ่กว้าง เป็นที่อ้างแก่โลกโลกาลือชาไปทุกแห่งตกแต่งพร้อมนานา ทั้งพญาแสนหมื่นมาก กราบพื้นบาทา สักการะบูชาเจ้ากู ทุกวันทุกยามก็ข้าเทอญตติยะ พระพรถ้วนสาม ดูงามใสและเฮืองฮุ่ง ปานดั่งแสงสุริยะพุ่งขึ้นมา เขายุคันธรให้ได้แถมนามกรขึ้นเป็นมหาสมเด็จอัคคะบวรราชครู ดูงามศรีใสสะอาด ให้ได้นั่งปราสาทแก้วและเบ็งซอนอาภรณ์หลายแก้วกิ่ง ทุกสิ่งพร้อมเงินทอง หาสาหลายต่างเมืองมาไหว้ มีดอกไม้แก้วและเงินคำ นำมาถวายพร่ำพร้อมมานบน้อมวันทาโรคาอย่ามาต้องให้เจ้ากูได้สอนลูกน้องพอแสนคน ทศพลตนผ่านแผ้ว คือว่าไตรปิฏกแล้วทั้งสาม ก็ข้าเทอญ
จตุตถะ พระพรถ้วนสี่ ให้รู้ที่แจ้งตรัสส่องสรญาณ สมภารเฮืองทั่วโลก ดูเลิศล้ำกว่าเทพาให้ได้ดั่งพระโมคคัลลาสารีบุตร บริสุทธิ์องค์ประเสริฐ เลิศด้วยฤทธิ์บารมีเช้าค่ำ ยิ่งล้ำดตื่มศรัทธาจตุรานาคครุฑ มนุษย์กุมภัณฑ์ คนธรรมพ์ยักษ์ทั้งหลาย อันยายยั้งอยู่ คู่ป่าไม้ไพรพนอม จอมเขาและฮิมน้ำสมุทรสุดแดนแสนโกฏิฮอบขอบจักรวาล ให้ทะยานมาด้วยฤทธา มีเครื่องสักการะบูชาพร่ำพร้อม มานบน้อมประณมกรถวายพร ถวายพรไปอย่าคลาดแคล้ว ให้เลิศแล้วนัยคาถาว่า ชยะคุ ภะวัง ชยะมังคละ ดั่งนี้ ขอให้เจ้ากูมีชัยชนะ พญามารผู้ใจบาป มากราบพิ้นบาทา สักการะบูชาเจ้ากู อยู่สู้วันทุกยาม ก็ข้าเทอญ

4.เดือนสี่ บุญเผวสหรือบุญมหาชาติ



บุญเผวสหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญมหาชาติ มีการทำกันเดือนใดเดือนหนึ่ง ในระหว่างออกพรรษาจะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ แล้วแต่สะดวก แต่ส่วนมากนิยมทำกันในเดือนสี่ดังมีคำพังเพยว่า "เดือนสามด้อยเจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ เดือนสี่ด้อยจัวน้อยเทศน์มะที" (คำว่า เจ้าหัว หมายถึงพระภิกษุ จัว หมายถึง สามเณร มะที หมายถึง มัทรี) บางแห่งทำในเดือนหกหรือเดือนเจ็ดก็มีและหากทำในเดือนหกหรือเดือนเจ็ด มักจะทำบุญบั้งไฟรวมด้วยก่อนจัดงาน ทางบ้านและวัดจะมีการปรึกษาหารือตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน ทางชาวบ้านจะจัดอาหารการกิน เช่น ขนม ข้าวต้ม และอาหารคาวต่าง ๆ สำหรับถวายพระภิกษุสามเณร และเลี้ยงแขกเลี้ยงคนที่มาร่วมงานและจัดหาปัจจัยไทยทานสำหรับใส่กัณฑ์เทศน์ เพื่อถวายพระภิกษุสามเณร ส่วนทางวัดก็แบ่งหนังสือออกเป็นกัณฑ์ ๆ หลังสือผูกหนึ่งอาจแบ่งเป็นหลายกัณฑ์ก็ได้เพื่อให้ชาวบ้านได้รับกัณฑ์โดยทั่วถึงกัน มอบหนังสือให้พระภิกษุสมเณรในวัดนั้น เพื่อเตรียมไว้เทศน์ นอกนั้นจะมีการนิมนต์พระจากวัดอื่นมาเทศน์ โดยจะมีฎีกาไปนิมนต์พร้อมบอกชื่อกัณฑ์และบอกเชิญชวนชาวบ้านที่วัดนั้นตั้งอยู่มาร่วมทำบุยด้วย ซึ่งตามปรกติเมื่อพระภิกษุสามเณรมาร่วมงานก็จะมีญาติโยมในหมู่บ้านนั้น ๆ ตามมาฟังเทศน์และร่วมงานด้วยหมู่บ้านและมาก ๆ หัวหน้าหรือผู้จัดงานในหมู่บ้านที่เป็นเจ้าของงานจะบอกบุญชาวบ้านในหมู่บ้านของตน ให้รับเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์กัณฑ์ใด กัณฑ์หนึ่งจนทั่วถึงกันและบอกจำนวนคาถาของแต่ละกีณฑ์ให้ทราบด้วยเพื่อเตรียมความเทียนมาตามจำนวนคาถาของกันฑ์ที่คนซึ่งจำนวนคาถาของกัณฑ์ต่าง ๆ มีดังนี้ ทศพร 19 คาถา หิมพานต์ 134 คาถา ทานกัณฑ์ 209 คาถา วนปเวสน์ 57 คาถา ชูชก 79 คาถา จุลพน 35 คาถา มหาพน 80 คาถา กุมาร 101 คาถา มัทรี 90 คาถา สักบรรพ 43 คาถา มหาราช 68 คาถา ฉกษัตริย์ 30 คาถาและนครกัณฑ์ 48 คาถา รวม 1000 คาถาพอดีชาวบ้านยังแบ่งหน้าที่กันด้วยว่าใครเป็นผู้รับเลี้ยงพระภิกษุสามเณรและญาติโยมหมู่บ้านใด โดยแบ่งหน้าที่มอบให้รับผิดชอบเป็นกลุ่ม ๆ เนื่องจากแต่ละวัดมีชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านไปร่วมกันมากชาวบ้านจึงช่วยกันปลูกที่พักชั่วคราวขึ้น เรียกว่า ตูบ (กระท่อม) หรือผาม (ปะรำ) จะปลูกรอบบริเวณวัดรอบศาลาหรือรอบกฏิก็ได้ ตูบมีขนาดกว้างประมาณ 4 ศอก ยาวตามความเหมาะสม หลังคาเป็นรูปเพิงหรือเป็นจั่วก็ได้ พื้นปูด้วยกระดานหรือฟาก ที่พักนี้กะจัดทำให้พอเพียง และให้เสร็จเรียบร้อยก่อนวันเริ่มงาน มูลเหตุที่มีการทำบุญเผวส มีเล่าไว้ในเรื่องพระมาลัยหมื่นมาลัยแสนว่า พระมาลัยได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พบพระศรีอริยเทตไตรย พระศรีอริยเมตไตยได้ดำรัสสั่งกับพระมาลัยว่าถ้ามนุษย์อยากพบพระองค์ จงอย่าได้ทำบาปหนัก ได้แก่ ฆ่าหรือข่มเหงบิดามารดา สมณพราหมณาจารย์ทำร้ายร่างกายพระพุทธเจ้าและยุยงพระสงฆ์ให้แตกกัน ให้อุตสาห์ฟังเรื่องราวมหาเวสสันดรชาดกหรือเผวสให้จบในวันเดียวกันฟังแล้วให้นำไปประพฤติปฏิบัติจะได้พบพระศาสนาของพระองค์ เมื่อพระมาลัยกลับมาถึงโลกมนุษย์จึงได้บอกให้มนุษย์ทราบ โดยเหตุนี้ผู้ปรารถนาจะพบศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย จึงพากันทำบุญเผวสสืบต่อกันมา วิธีดำเนินการ ก่อนมีงานบุญเผวสหลายวัน ชาวบ้านชายหญิงทั้งคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งส่วนมากเป็นหนุ่มสาวพากันไปรวมกันที่วัด ช่วยกันจัดทำที่พักสำหรับผู้มาร่วมงานและช่วยกันจัดทำดอกไม้ จัดตกแต่งประดับประดาศาลาโรงธรรมด้วยดอกไม้ พวงมาลัยและธงทิว พวกผู้หญิงจะจัดทำหมากพันคำ เมี่ยงพันคำ เทียนพันธูปพันเทียน ปืนดาบอย่างละพัน และข้าวตอกดอกไม้ไว้บูชาคาถาพัน ดอกไม้ที่จัดมีดอกบัวพันดอก นอกนี้อาจมีดอกผักตบ ดอกกางของ (ดอกปีบ) อย่างละพันดอก (ดอกไม้ปรกติทำด้วยไม้แทน) ธงพันผืนทำด้วยเศษผ้า กระดาษสี ใบลานหรือใบตาลก็ได้ เสร็จจากการจัดดอกไม้ธูปเทียนธงและสิ่งดังกล่าวแล้ว ซึ่งด้วยสายสิญจน์ ตั้งหม้อน้ำมนต์ มีขันหมากเบ็ง(บายศรีประดับด้วยหมาก) แปดอัน โอ่งน้ำ 4 โอ่ง ตั้งไว้ที่มุมธรรมาสน์ ในโอ่งน้ำมีจอก แหน (สาหร่าย) ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น ดอกจิกดอกฮัง (ดอกเต็งรัง) ดอกบัว ดอกบานไม่รู้โรย ดอกรัก ฯลฯ และใบบัวปั้นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น รูปนก รูปวัว รูปควาย รูปช้าง รูปม้า ฯลฯ เอาไว้ที่ใต้ธรรมาสน์ เอาธงใหญ่แปดวงปักรอบนอกศาลาในทิศทั้งแปด เพื่อหมายว่าเป็นเขตปลอดภัย ป้องกันพญามารไม่ให้ลำเข้ามา ตามเสาธงที่ใส่ข้าวพันก้อน ซึ่งปรกติสานเป็นพานด้วยไม้ไผ่ บางแห่งสานเป็นตาด้วยไม้ตอก เป็นคีรีวงกตไว้รอบศาลาและทำเป็นทางเข้าศาลาโรงธรรมคดเคี้ยวไปมา บนศาลานอกจากประดับประดาให้สวยงามแล้ว บางแห่งยังมีภาพมหาเวสสันดรชาดกประดับไว้ทางด้านตะวันออกของศาลาโรงธรรม ปลุกหออุปคุตขึ้นไว้พร้อมมีสิ่งเหล่านี้บนหอด้วยคือ มีบาตร 1 ใบ ร่ม 1 คัน กระโถน 1 ใบ กาน้ำ 1 ใบ แลสบงจีวร 2 ชุด สำหรับพระอุปคุต การจัดตกแต่งดังกล่าวกะจัดให้เสร็จเรียบร้อยวันงานพอดี วันรวม (วันโฮม) วันแรกของงานเรียกว่า "วันรวมหรือวันโฮม" ในวันโฮมนอกจากจะมีประชาชนตามละแวกบ้านและหมู่บ้านอื่นที่ใกล้เคียงหลั่งใหลกันมาร่วมงานแล้ว จะมีพิธีงานที่สำคัญ 2 อย่าง คือ
1. การนิมนต์พระอุปคุต ในตอนเช้ามือของวันโฮม ประมาณสี่หรือห้านาฬิกา มีพิธีนิมนต์พระอุปคุตโดยก่อนเริ่มพิธีการ มีการนำก้อนหินขนาดโตพอสมควรสามก้อนไปวางไว้ในวังน้ำหรือถ้าไม่มีวังน้ำอาจเป็นที่ใดที่หนึ่งก็ได้ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดที่ทำบุญเผวสเท่าใดนัก พอถึงกำหนดเวลาก็มีการแห่พานดอกไม้ธูปเทียนขันห้าขันแปด (พานเทียนและดอกไม้อย่างละห้าคู่และแปดคู่) ไปยัง ณ สถานที่ก้อนหินวางอยู่ซึ่งสมมุติว่าเป็นพระอุปคุต พอไปถึงที่ดังกล่าวจะมีผู้หยิบก้อนหินชูขึ้นและถามว่าเป็นพระอุปคุตหรือไม่ สองก้อนแรกจะได้รับคำตอบว่า "ไม่ใช่" พอถึงก้อนที่สามจึงจะตอบว่า "ใช่" จึงมีการกล่าวคำอาราธนาพระอุปคุตแล้วอัญเชิญก้อนหินก้อนที่สามซึ่งสมมุติใส่พานหรือถาม และจะมีการจัดประทัดหรือปืนกันตูมตาม แล้วมีการแห่พระอุปคุตพร้อมตีฆ้องตีกลองและเครื่องดนตรีมีแคน เป็นต้นอย่างครึกเครื้นเข้ามายังวัดแล้วจึงนำมาประดิษฐ์สถานไว้ที่หออุปคุตข้างศาลาโรงธรรม ซึ่งเตรียมจัดไว้แล้ว พอแห่พระอุปคุตเข้ามาประดิษฐานไว้เรียบร้อยผู้ชอบสนุกก็จะตีฆ้องและกลองพร้อมเครื่องดนตรี แห่แหนฟ้อนรำรอบ ๆ วัดและตามละแวกหมู่บ้านตามอัธยาศัย
การนิมนต์พระอุปคตมาเมื่อมีงานบุญเผวส เพื่อให้มีความสวัสดีมีชัย และเพื่อให้การจัดงานสำเร็จราบรื่นด้วยดี
มูลเหตุดั้งเดิมมีการนิมนต์พระอุปคต มีเรื่องเล่าว่าพระอุปคตเป็นพระเถระผู้มีฤทธิ์ได้นิรมิตกุฎีอยู่กลางมหาสมุทร ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าจากที่ต่าง ๆ เอามาบรรจุไว้ในสถานที่พระองค์สร้างใหม่ เสร็จแล้วจะจัดงานฉลอง พระองค์ทรงพระปริวิตกถึงมารที่เคยเป็นศัตรูกับพระพุทธเจ้า เกรงว่าการจัดงานจะไม่ปลอดภัยจึงมีรับสั่งให้ไปนิมนต์พระอุปคตมาในพิธี ฝ่ายพญามารรู้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชจะฉลองพระสถูป จึงพากันมาบันดาลอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ พระอุปคตจึงบันดาลฤทธิ์ตอบ ครั้งสุดท้ายพระอุปคตเนรมิตเป็นสุนัขเน่าแขวนคอมารไว้ มารไม่สามารถแก้ได้ เอาไปให้พระอินทร์ช่วยแก้ให้ พระอินทร์ก็แก้ไม่ได้ มารจึงยอมสารภาพผิด พระอุปคตแก้ให้แล้วกักตัวมารไว้บนยอดเขา เสร็จพิธีแล้วจึงปล่อยให้ตัวมารไปพระเจ้าอโศกมหาราชและผู้ร่วมงานนั้นจึงปลอดภัย โดยเหตุนี้เมื่อมีพิธีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเช่น บุญเผวส จึงได้มีการนิมนต์พระอุปคุตมาด้วย เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายต่าง ๆ และให้เกิดสวัสดิมีชัยดังกล่าวแล้วก่อนพระเทศน์เอาคาถาพระอุปคุตทั้งสี่บทปักไว้ข้างธรรมาสน์ทั้งสี่ทิศด้วยคำอาราธนาพระอุปคุต และคาถาพระอุปคุต มีด้งนี้
คำอาราธนาพระอุปคุต
โอกาสะ โอกาสะ ฝูงข้าทั้งหลาย อภิวันท์ไหว้ยังพระมหาอุปคุตผู้ประเสริฐ มีศักดาเลิศปรากฏ ทรงเกีนรติยศขีณา กว่าพระอรหันตาทั้งหลาย ข้าขออาราธนามหาเถระผู้มีอาคมแก่กล้า จงเสด็จแต่น้ำคงคา มาผจญมารร้ายด้วยบาทพระคาถาว่า อุปคุตโต มหาเถโร คิชฌะกูโต สามุทธะโย เอกะมาโร เตชะมาโร ปะลายันตุ ฝูงข้าทั้งหลายขออาราธนามหาเถระเจ้า จงมาผจญมลมารทั้งห้า ใต้ลุ่มฟ้าและเวหน ภายบนแต่อกนีฏฐานเป็นเค้าตลอดเท่าถึงนาคครุฑ มนุษย์เทวา ผู้มีใจสาโหด โกรธาโกรอธรรม ฝูงมีใจดำบ่ฮุ่ง หน้ามืดมุ่งมานมัว ถ้ำฝายเหนือและขอกใต้ทั้งที่ใกล้และที่ไกล ตะวันตกและตะวันออก ขอบเขตภูมิสถาน อันฝูงข้าทั้งหลายจักฟังพระธรรมเทศนา ในสถานที่นี้ ขออัญเชิญพระอาทิตย์ผู้วิเศษใสแสง พระจันทร์แยงเยืองโลก อังคารโผดผายผัน พุธพฤหัสพลันแวนเที่ยว ศุกร์เสาร์เกี่ยวคอยระวัง กำจัดบังแวดไว้ เทพไท้ตนลือฤทธิ์พระพาย แมนมิตรไตรสถาน พระอิศวรผันผายแผ่รัศมีแก่แตโช ผาบศัตรูมาฮ้าย ในคุ้มข่วงเขตสถาน อันฝูงข้าทั้งหลายจักยอทานและและฟังเทศน์ องค์เทเวศจงฮักษากำจัดประดามารโหดร้าย ให้พลัดพ่ายกลับหนี อย่าฮาวีข่วงเขตที่นี้ก็ข้าเทอญ โย โย อุปคุตโต มหาเถโร ยัง ยัง อุปคุตตัง มหาเถรัง กายัง ฟันธะมะรัส สะดีวัง สัพเพยักขา ปะลายันตุ สัพเพ ภยา ปะลายันตุ สัพเพ ปิสาจา ปะลายันตุ ฝูงผียักษ์และผีเสื้อ ฝูงเป็นใจพญามาร สูทานทั้งหลายมีใจ อันมักผาบแพ้ตนประเสริฐ สัพพัญญู ปะลายันตุ จงผันผายออกหนี จากขอบเขตประเทศที่นี้ ก็ข้าเทอญ
คาถาพระอุปคุต
บทที่หนึ่ง อุปคุตโต มหาเถโร เยนะสัจเจนะยะสัจ วาชิปุเร อะหหุสัจจะ วัชเชนะ วิสัง สามัส สะหัญญะตุ บทที่สอง อุปคุตโต เยนะสัจเจนะ ยะสาโม สัจจิวา มาตา เปติภะโรอาหุ กุเรเชฏฐา ปัจจายิโน เอเตนะสัจจะ วัชเชนะ วิสสา มัสสะหัญญตุ บทที่สาม อุปคุตโต เยนะสัจเจนะ ยะสาโม ปานาปิ ยัตตะโร มะมะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัสิง สามัสสะ หัญญะตุ บทที่สี่ อุปคุตโต ยะจิน จิตตะ ปุญญะมังทะ เจวะ สิตุจะเต สพเพนะเต สาเลนะ อิสามัสสะหัญญะตุ
2. การแห่เผวส พอตอนบ่ายประมาณสองหรือสามโมงในวันโฮม ชาวบ้านมารวมกันที่วัด เตรียมตัวจัดขบวนแห่ไปอัญเชิญพระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมือง โดยสมมุติให้พระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมือง โดยสมมติให้พระเวสสันดรและนางมัทรีไปอยู่ป่าแห่งใดแห่งหนึ่งซึ่งอาจเป็นป่าจริงหรือทุ่งนา หรือลานหญ้าก็ได้แล้วแต่ภูมิประเทศจะอำนวย พิธีการอัญเชิญพระพุทธรูป 1 องค์ และพระภิกษุ 4 รูป ขั้นนั่งบนเสลี่ยงหามไปยัง ณ ที่สมมุติว่า พระเวสสันดรและนางมัทรีประทับอยู่ (ไม่ห่างจากวัดเท่าใดนัก) พอไปถึงที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นที่เริ่มต้นแห่เผวส ก่อนเริ่มต้นแห่มีการอาราธนาศีลและรับศีลและห้าก่อน แล้วทำพิธีบายศรีสู่ขวัญพระเวสสันดรกับนางมัทรีนิมนต์พระเทศน์กัณฐ์ฉกษัตริย์ เสร็จแล้วกล่าวอันเชิญพระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมือง โดยหามเสลี่ยงพระพุทธรูป และพระภิกษุออกก่อน บางแห่งหากมีรูปภาพเกี่ยวกับเรื่องพระเวสสันดร ก็จะแห่รูปภาพดังกล่าวไปในขบวนด้วย พอขบวนแห่ถึงวัดจึงทำการแห่รอบวัดหรือศาลาโรงธรรมโดยเวียนขวารอบ แล้วนำพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม และนำดอกไม้ธูปเทียนไปวางไว้ ณ ที่จัดไว้ ประชาชนจึงกลับไปพักผ่อน พอถึงตอนค่ำประชาชนจะมาโฮม (รวม) กันอีกครั้งจึงอาราธนาพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ เมื่อพระสวดพระพุทธมนต์จบ พระจะขึ้นสวดบนธรรมมาสน์อีก 4 ครั้ง ๆ ละ 2 รูป รวม 8 รูป คือ สวดอิติปิโส โพธิสัตว์บั้นต้น-บั้นปลายและสวดชัยตามลำดับ ต่อไปนี้นิมนต์พระขึ้นเทศน์พระมาลัยหมื่น พระมาลัยแสน ก่อนพระเทศน์เอาคาถาพระอุปคุตทั้งสี่บทปักไว้ที่ข้างธรรมาสน์ดังกล่าวแล้ว เมื่อพระเทศน์จบตอนนี้แล้ว ประชาชนจะกลับไปพักหรือคบงับกันต่อไปตามอัธยาศัย ระหว่างคบงันพวกหนุ่ม ๆ สาวๆ จะพูดจาเย้าหยอกเกี้ยวพาราสีกัน บางก็ร้องรำทำเพลงเป่าแคนและดีดพิณจนจวนสว่าง (ราว 3 หรือ 4 นาฬิกา) ชาวบ้านจึงแห่ข้าวพันก้อนไปถวายพระอุปคุตที่วัดแล้ววางข้าวพันก้อนไว้ตามธงหรือตามภาชนะที่จัดไว้ เสร็จแล้วพอใกล้สว่างก็ประกาศป่าวเทวดาและอาราธนาพระเทศน์สังกาส หลังจากฟังพระเทศน์สังกาสแล้วจึงอาราธนาเทศน์มหาชาติ พระจะเทศน์มหาชาติตลอดวัน ขึ้นต้นจากัณฑ์ทศพรจนถึงนครกัณฑ์ เมื่อจบแล้วมีเทศน์ฉลองพระเวสสันดรอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกว่าจะเทศน์จบทุกกัณฑ์ก็ต้องค่ำพอดีเมื่อเทศน์มหาชาติจบจัดขันดอกไม้ธูปเทียนกล่าวคำคารวะพระรัตนตรัยเป็นเสร็จพิธีบุญเผวส การนิมนต์พระอุปคุตและแห่พระเวสสันดรกับนางมัทรีเข้าเมือง บางแห่งถ้าจัดงานสามวัน จะจัดเป็นวันโฮมวันหนึ่ง โดยนิมนต์พระอุปคุตในตอนเช้าของวันโฮม วันที่สองตอนบ่ายจึงทำการเชิญพระเวสสันดรกับนางมัทรีเข้าเมือง วันที่สามจึงเทศน์มหาชาติ อนึ่ง ในระหว่างงานบุญ ปรกติจะมีชายสูงอายุคนหนึ่ง นุ่งขาวห่มขาวเป็นผู้คอยปรนนิบัติดูและพระอุปคุตและบริเวณศาลาโรงธรรม โดยถือศีลแปดและจะต้องอยู่ประจำบนศาลาโรงธรรมจนตลอดงานส่วนก้อนหินที่สมมุติว่าเป็นพระอุปคุตนั้น เมื่อเสร็จงานบุญเผวสแล้วก็มีการนิมนต์ไปไว้ยัง ณ ที่เดิมด้วย
สำหรับคำสู่ขวัญพระเวสสันดร คำป่าวเทวดา คำอาราธนาเทศน์ต่าง ๆ และคำถารวะพระรัตนตรัยมีดังต่อไปนี้คำสู่ขวัญพระเวสสันดร
ศรี ศรีสวัสดีปัญญะมัย ไตรรัตนะวรดิตถี อิมุติตะโชติ ประสิทธิโยดพร้อมนักขัดดา พระจันทร์พระจรใสเสร็จ เสด็จเข้าใกล้แพงภาค จากนักขัตฤกษ์ชื่อว่า ..... (ออกชื่อราศี) ภายในมี ..... (ออกชื่อเจ้าอาวาส) เป็นเค้า ภายนอกมี…..(ออกชื่อผู้เป็นหัวจัดงาน) พร้อมกันเลื่อมใส ในวรพระพุทธศาสนาเป็นอันยิ่งฝูงข้าทั้งหลายจึ่งพร้อมกันมา ราชาบายศรี ศากยมนีหน ตนเป็นครูสั่งสอน สัตตนิกรอยู่จี้จอยจึงแจ้งบ่ขาด ปางเมื่อเจ้าสิทธารถละฆราวาสห้องบุรี เจ้าก็บายพระขรรค์ชัยศรี ตักเกศเกล้าโมฬี เจ้าก็หนีไปบวชสร้างผนวชให้หกพระวัสสา ก็จึงได้เรื่องรัตน์ ตรัสเป็นสัพพัญญตญาณ การเป็นพระ แทบเท้าไม้พระศรีมหาโพธิ เป็นเจ้าโผดสงสาร วันนั้นก็มีแลชัยยะตุภะวัง ชัยยะมังคะลัง (ให้สวด 3 จบสวดเสร็จแต่ละจบ ให้ตีฆ้อง 1 ที แล้วจึงแห่เผวสเข้าเมือง)
คำอาราธนาเทศน์พระมาลัยหมื่น
สุระหิตัง นิจจัง ตังตัง ธัมมัง วันทามิ ข้าไหว้บาทนาโถ กับทั้งพระศรีมหาโพธิ กุศลโสตมวลมา มีอัตราข้าไหว้นับได้ด้วยโกฏิ เทพพระมาลัยโปรดปรานี ตั้งไว้ดีบ่เศร้า ข้ากราบเศียรเกล้าวันทา ด้วยมาลาดวงดอกพร้อมด้วยข้าวตอกบรรณาการ ทั้งข้าวเปลือกข้าวสารผายแผ่ บูชาแก่ให้สัพพัญญู องค์พุทโธผู้ประเสริฐ อัคคะเลิศองค์พระธรรม สังโฆนำบ่ขาด ตามโอวาทคำสอน ชีณาวรองค์ประเสริฐ สมมุติสงฆ์เลิศทรงธรรม พวกข้าน้อมนำมาพร่ำพร้อมน้อมกายและอินทรีย์ จิตยินดีบ่ประมาท ฟังโอวาทคำสอน ในบวรพุทธศษสน์ ด้วยบาทพระคาถาว่าโยโส สุนทะหิตัง ธัมมัง วะรัง สักกัจจัง อาราธนัง กะโรมะ
คำอาราธนาเทศน์พระมาลัยแสน
ยังยัง สัทธัมมะ วะรัง ตะทัตตัปปะโก ระสะตัง สักกัจจัง นะมัสสามิ ฝูงข้าทั้งหลาย นรหญิงชายถ้วนถี่พร้อมภาคที่วันทา ยกมือมาใส่เกล้า ก้มกราบเท้านาโถ องค์พุทโธล้ำยิ่ง พร้อมทุกสิ่งสักการ ด้วยจิตบานเฮือง ฮุ่นมุ่งมาดแผ่บุญกุศล หวังเอาตนข้ามโอฆ พ้นจากโลกสงสาร ขอให้ได้พบศาสนาของพระศรีอารย์ไว้วาทองค์พระบาทอนาคต ทรงเกียรติยศไขธรรม อันจักนำมาตรัสในภายหน้า ขอให้ข้าได้สัมฤทธิ์ บวรมัยมิตรเห็นธรรมโสดานำบังเกิด ไกลจากโลกอสัญญี อวิจีแสนส่ำ พ้นภาคต่ำสู่ญาณทอง เดิมตามคลองอันวิเศษ ตัดกิเลสสวัฎฎะวนพร้อมทุกคนผายแผ่ กัณฑ์มาลัยแสนผายแผ่กว้างเมตตาธรรม ข้าน้อมนำบ่ขาด บ่ประมาทตั้งใจฟัง ขอให้สมหวังในชาตินี้และชาติหน้า พวกข้าน้อยวันทา ตามบาทพระคาถาว่า อัตถะธัมมัง ปะกาเสถะโน โอกาสะ อารานัง กะโรมะ
คำป่าวเทวดาฟังธรรมลำมหาชาติ
สุนันตุ โภนดต เย เทวา สังหา ดูราเทพเจ้าทั้งหลาย หมายมีอินทรเจ้า เป็นเค้าเป็นประธาน กับทั้งโสฬสมหาพรหมตนทรงญาณลือเดช พระอาทิตย์ตนวิเศษใสแสง จันทร์จรแฮงเฮืองฮุ่งราหูพุ่งรัศมี ทั่วทิศาปราสาทจตุราชโลกบาล อิศวรสารแสนส่ำ ธรณีพร่ำมวลมา เมขลาไกวแก้วแกว่ง ทั่วทุกแห่งอันฮักษา ทั้งภูผาและเถื่อนถ้ำทั้งย่านน้ำและเหวหิน ทั้งแดนดินและเถื่อนกว้าง ทั้งย่านน้ำและวังฮี ทั้งโบกขรณีและหย่อมหญ้า ทุกแหล่งหล้าและโพธิ์ศรีทั้งเจดีย์และแก้วกู่ อันฮักษาศาสนาอยู่อาฮามเขต ประเทศภูมิสถาน ก้ำฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ทุกเทศท่องอาณาทั้งคูหาและแถวถี่ ขออัญเชิญเทพไท้ทุกที่แดนไกล พวกฝูงข้าทั้งหลาย ขออัญเชิญเทพแก่ไท้ทั้งมวล ในหมื่นโลกธาตุอากาศจักรวาล ขอจงพร้อมกันเสด็จลีลา ลงมาช่องหน้า พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า แล้วจังพร้อมกันเข้ามาฟังยังลำมหาชาติ ขอจงสำเร็จความปรารถนา พวกหมู่ข้าทั้งหลาย ทุกคนทุกคน ก็ข้าเทอญ
คำอาราธนาเทศน์สังกาส
ชัยะตุ ภะวัง ชัยะตุ ภะวัง ชัยะมังคะลัง บวรวิลาส องค์พระบาทสิทธารถราชกุมาร สมภารเพ็งบ่ขาดเป็นปัจฉิมชาติโพธิสัตว์ ปฏิบัติถ้วนถี่ ใจแจ้งที่สงสาร มียศญาณบ่โศก บริโภคทวยธรรม์ สัพพะสรรพ์ทุกสิ่งเป็นลูกมิ่งท้าวสุทโธ ใจโกศลแสนโยชน์ ปางเมื่อซิได้โผดฝูงสัตว์ สมภารพันธ์เต็มดี ยามนอนฮ้อนอินทรีย์สะดุ้งตื่นเดิกดื่นผู้คนนอน เจ้าก็จรเสด็จไปยังปราสาท เดียรดาษนักสนม บางน่องนอนปะนมและปะกัน บางน่องนอนอ้าปากและขบฟัน นางน่องนอนมืนตาและยิ่งแข้วน้ำลายไหล วิกลวิการไปหลายหลาก พร้อมทุกภาคมเหสี นอนหลับดีอยู่ดีด้อย กอดลูกน้อยราหุล เลยลวดชักม้า ไปสู่แม่น้ำอันเชื่อว่าอโนมานที ยกพระขรรค์ดวงดีตักเกล้าเกศ ทรงเพศบรรพชาจึงแก้ววรกัณฐัก เลยลวดชักม้า ไปสู่แม่น้ำอันเชื่อว่าอโนมานที ยกพระขรรค์ดวงดีตัดเกล้าเกศ ทรงเพศบรรพชาจึงกล่าวคาถาว่า กรินทัง สีรสา นมามิ ดังนี้เป็นเค้า ตราบต่อเท่าเข้าสู่นิพพาน ก็ข้าเทอญ
คำอาราธนาเทศน์มหาชาติ
ศรี ศรี บวรไม่ตรี ชัยะโชค ข้าขออัญเชิญท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ พร้อมทุกที่ทวยธรรม ทั้งสุบรรณครุฑนาคสักโกภาคภายนบน ปัญจมารมลทั้งตัว จงผาบแพ้ผจญมาร ยมภิบาลท่านไท้ อยู่ป่าไม้และวงกต ทั้งบรรพตและคูหา ขออัญเชิญธรณีนางนาถ ขมวดวาดมวยผม เป็นนทีผาบมารในแท่นแก้ว มารคลาดแคล้วกลับหนี อัญชลีกราบไหว้เชิญทั้งเทพไท้ภายบน จงเอาตนเข้ามาฟังธรรมจำศีลทุกเมื่อ อย่าได้เบื่อคลองธรรม อันจักนำมาในอดีตชาติกฎในบาทพระ คาถาในนิกายทั้งห้า กฏไว้ว่าแวนตระการ เป็นตำนานบทเค้า นักปราชญ์เจ้านำมา ในมหาเวสสันดรราชาปฐมมาเป็นเค้า ฟังเยอนักปราชญ์เจ้าน้อยหนุ่มพรศรี จงมีใจอดใจเพียร กระทำดีอยู่ดีด้วยดีด้อยขวนขวายหามาลาดอกไม้ใหญ่น้อยให้ได้พอพัน อุบลบานไขกาบ กับทั้งของพาบพร้อมอย่างละพัน ดอกผักตบไขช่องกาบบัวหลวงพาบพร้อมพอฟัน ประทีปน้ำมันมาบ่ขาด ธงกระดาษและธงชัย ประดับไปทุกแห่ง ข้าวพันก้อนแบ่งพอพันวางเป็นถันสพาส อย่างประมาทละเพียรเสีย ทั้งผัวเมียและลูกเต้า พร้อมใจกันเข้าภาวนา ถือมาลาดวงดอกไม้ก้มกราบไหว้วันทา มือหูตาจดจ่อ ตั้งใจต่อกองบุญ ให้เป็นคุณและประโยชน์ พ้นจากโทษและเวรกรรม จิตใจนำพร่ำพร้อมน้อมหน้าอยู่สนลน จิตใจตนอย่าประมาท มักจักเป็นบาปฮ้ายยิ่งหนักหนา คือ ดั่งนางอมิตตาหนุ่มเหน้า ได้พราหมณ์เฒ่าเป็นผัวนางบ่กลัวเกรงบาป ฟังธรรมหากเหงานอน จิตใจวอนนำชู้ บาปกรรมผู้นำเถิงโต ได้สามีโซ่ถ่อยเฒ่าทุกข์ยากเข้าบ่มีวาง กรรมของนางแวนเที่ยว เวรผู้เกี่ยวพัวพัน กรรมตามทันจึงมีโทษ น้อยหนุ่มโสดจงอุตสาห์ถือมาลานบน้อม พร้อมลูกเต้าและนัดดา จิตโสภาอย่าประมาท ฟังโอวาทชาดก พระองค์ยกทรงสอน ทศพรกัณฑ์ เคลื่อนคลาด จรจากสวรรค์ สมทันเทียมทุกที่ สมมุ่งมาดที่นางประสงค์ อินทราทรงทานทอด พรยอดแก้วบรบวน ตามสมควรบ่ขาด ได้เป็นพุทธราชมารดา องค์สัตถาแก่นเหง้า ท่านกฎเข้าชื่อทศพร หิมพานวอนพราหมณ์เที่ยวพราหมณ์เฒ่าที่เที่ยวขอทาน หิมวันซอกไซ้ ท่านกฎไว้ว่าหิมพาน ทานกัณฑ์คชสารช้างเผือก พระองค์เลือกยกขึ้นยอทาน ฝูงกันคารคนขมอด แลกแก้วยอดดวงโพธิญาณ ตามตำนานท่านกฏไว้ วนปเวสน์ใกล้เข้าสู่วงกต ชูชกพราหมณ์ใจคดเที่ยวขอ จุลพนไพรแถวถี่ มหาพนยิ่งแวนตระการ สองกุมารทานทอด ท่านขอดไว้ชื่อกัณฑ์กุมาร มัทรีตามแวนเกี่ยว นางนาถเที่ยวทัวระวัย ในพงไพรเถื่อนกว้าง ท่านกล่างอ้างว่ากัณฑ์มัทรี สักกบรรพมีหลายภาค นำนาถน้อยสองศรี หลงคีรีป่าไม้ เข้าฮอดไท้สญชัย อัตถ์ไขชื่อว่ากัณฑ์มหาราช ฉกษัตริย์ภาคเทียวทัน เชิญจอมธรรม์ทั้งสี่ออกจากที่วงกต บำเพ็ยพรตลาไล กลับเวียงชัยนครกว้าง ท่านกล่าวอ้างว่ากัณฑ์นครเป็นคำสอนถ้วนถี่ กฎไว้ที่ชาดก พระองค์ทรงยกเห็นสมภารเพ็ญจีไจ้จีไจ้ น้อยนาถไท้ลุนหลัง ตั้งใจฟังในอดีตชาติ ตามบทบาทพระคาถาว่าอาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปริโยสานกัลยาสาตถัง สัพพยัญชนัง เกวลปริปุณณัง ปริสุทธัง มหาเวสันตรชตกัง พรหมจริยัง ปกาเสถโน โอกาสะ อาราธนัง กะโรมะ
คำคารวะพระรัตนตรัย(กล่าวตอนเทศน์เผวสหมดทุกกัณฑ์และเทศน์ฉลองเผวสแล้ว ก่อนผู้ไปร่วมฟังเทศน์กลับบ้าน)
โอกาสะ โอกาสะ ฝูงข้าทั้งหลาย ทั้งหญิงชายและนงค์ท่าว ทั้งผู้บ่าวและผู้สาว ทั้งลุงอาวและพ่อแม่ทั้งเฒ่าแก่และลุงตา ทั้งท้าวพญาเสนาและอำมาตย์ ทั้งนักปราชญ์และปุโรหิต ทั้งบัณฑิตและชาวเมือง มีศรัทธาเฮืองพร่ำพร้อม ใจอ่อนน้อมในธรรม บางพ่อมีเงินคำ ตามแต่ได้ บางพ่อมีดอกไม้และเผิ้งเทียน ใจเสถียรชมชื่นยายื่นพร้อมกันมา มีดีลาและเมี่ยงหมาก หลายหลาก พร้อมอาหารมีเครื่องหวานเป็นเค้า คือว่าข้าวต้มและข้าวหนมประสมกับข้าวมธุปายาส ข้าวปาดและข้าวมัน สัพพะสรรพปิ้งจี่ หมกมอกหมี่แกมแกง เป็นของแพงอันประณีตแซบซ้อยจืดเพิงใจ มโนมัยตกแต่ง พร้อมกันแล้วจึงนำมาถวายบูชาเลิศแล้ว แต่พระแก้วเจ้าทั้งสาามในอาฮามข่วงเขต ถวายแด่เจ้ากูตนวิเศษ ก็หารแล้วบรบวน บัดนี้ฝูงข้าทั้งหลาย จึงประมวลมายังเครื่องบูชาทั้งหลาย 2 ประการ คือ อามิสบูชา และขันธบูชาภายในและภายนอก บูชาภายในคือจิตใจและขันธ์ทั้งห้า แห่งฝูงข้าทั้งหลายภายนอกนั้นคือ ข้าวตอก ดอกไม้และธูปเทียนอันฝูงข้าทั้งหลายได้ตั้งใจเลียนตั้งไว้ช่องหน้าแล้ว ก็จึงอธิษฐาน ให้เป็น 5 โกฏฐาส ปฐมโกฏฐาสถ้วนหนึ่งนั้น ฝูงข้าทั้งหลาย ขอถวายสมมาบูชาแต่สัพพัญญเจ้า ตนเป็นเค้าโผดสัตว์โลกเนืองนอก โกฏฐานอันถ้วนสองนั้น ฝูงข้าทั้งหลาย ขอถวายสมมาบูชาแด่นวโลกุตตรธรรมเก้าเจ้าดวงงาม โกฏฐานอันถ้วนสามนั้น ฝูงข้าทั้งหลาย ขอถวายสมมาแต่พระอริยสงฆ์ ตนทรงศิลาอันถ้วนถี่ โกฏฐานอันถ้วนสี่นั้นฝูงข้าทั้งหลาย ขอถวายสมมาบูชาแต่สถูปฮูปพระพุทธเจ้าและเจดีย์ ทั้งพระศรีมหาโพธิ์อันอยู่ในหมื่นโยชน์ชมพู ดูตระการงามในมนุษย์แหล่งหล้า โกฏฐานอันถ้วนห้านั้น ฝูงข้าทั้งหลาย ขอถวายสมมาบูชาแต่เทพบุตรเทพดาพระอินทร์ พระพรหม พญายมบาล ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ นางน้อยนาถเมขลานางธรณีอีสูรย์เป็นเค้า อันเป็นเจ้าพสุธา ฝูงข้าทั้งหลายบ่อาจจักนับจักคณนาได้ ลำดับต่อเลียนกันมายังโทษอันเป็นเค้า ตราบต่อเท่าปัดนี้ก็ดี โทษอันเกิดจากการวจี มโนทวารดีถีจิตใจ หลอนว่าได้ปากโพดและได้กล่าววาจา ได้ครหาติเตียนพระพุทธฮูปเจ้าว่าบ่งาม องค์ฮามนั้นช่วงสูงสักสะหน่อย องค์น้อยนั้นยังต่ำพอประมาณองค์กลางนั้นหนาบางบ่ช่อยโชติ องค์ใหญ่นั้นว่าหนาโพดบ่เสมอกัน หลอนว่าได้ติเตียนพระจอมธรรม์ว่ามีสีอันเศร้า ขอพระพุทธเจ้าจงโผดกูณา อย่าได้เป็นโทษานุโทษต้อง เป็นบาปต้องอยู่ในวัฏสงสาร ก็ข้าเทอญ ประการหนึ่ง ฝูงข้าทั้งหลายได้ตกแต่งทาน มีทั้งเครื่องหวานและเครื่องส้ม มีทั้งเครื่องต้มและเครื่องแกงหลอนว่ามีดำแดงตกใส่ เป็นฝุ่นไหง่ปลิวไป เป็นของสุดวิสัยบ่ฮู้เมื่อคือว่าเชื่อใจแล้วจึ่งนำมาถวายบูชาและเคนแจกแด่พระแก้วเจ้าทั้งสาม ในอาฮามข่วงเขตถวายแด่เจ้ากูตนวิเศษก็หากแล้วบรบวน บัดนี้ ฝูงข้าทั้งหลาย ทั้งตายายและเด็กน้อย ยืนละห้อยแล่นนำมา นำลุงตาและพ่อแม่ เข้าฮู้แต่เล่นและยินดีบางพ่อตีหิงตีและนางช่าวง บางพ่องย่างไปมาตามภาษาเด็กน้อยบางพ่องไห้อิ่นอ้อยอยากกินนม บางพ่องได้เหยียบตมเข้ามาในข่วงเขต บางพ่องปลิดหมากไม้ผลา บางพ่อปลิดอัมพวามี้ม่วง บางพ่อเล่นเต้นส่วงหยอดไยกันโรหันตาฮ้องไห้ ได้ไม้ค้อนแล้วไล่ตีกันส่งเสียงนันในวัด บ่สงัดเมื่อฟังธรรม เป็นคลองบ่ยำและประมาท หลอนว่าได้นั่งฮ่วมสาด และฮ่วมหนัง ได้นั่งต่าวหลังและต่าวข้าง หลอนว่าได้ปล่อยข้างม้าและงัวควายเข้ามาในเขต ขอแก่เจ้าตนวิเศษจงอนุญาตให้ อย่าได้เป็นโทโสโทษต้องเป็นบาปข้างนำไปสุดวิสัยเมื่อจักมรมาศ ครั้นว่าคลาดคลาดแล้ว ขอให้ได้เมื่อเมืองแก้ว ชื่อนีรพาน ก็ข้าเทอญ จัตตาโร ธัมมา อันว่าธรรมทั้งสี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงประวัตตนาการ ในขันธสันดานแห่งฝูงทั้งหลาย ทุกตนทุกตน ก็ข้าเทอญ
นอกนี้มีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับบุญเผวสอีก ดังต่อไปนี้
1. กัณฑ์เทศน์ ตามปรกติการเทศน์มหาชาติทุกกัณฑ์ จะต้องมีชาวบ้านเป็นเจ้าภาพจัดเครื่องกัณฑ์มาถวายกัณฑ์หนึ่ง ๆ อาจมีหลาย ๆ คนช่วยกันจัดร่วมกัน หรือต่างคนต่างจัดกัณฑ์มาก็ได้กัณฑ์เทศน์นอกจากปัจจัยไทยทาบต่าง ๆ แล้ว ยังมีเทียนตามจำนวนคาถาของแต่ละกัณฑ์ด้วย จำนวนเทียนคาถาของแต่ละกัณฑ์ได้กล่าวไว้แล้วข้างตน ซึ่งเมื่อรวมทุกกัณฑ์แล้ว จะมีเทียนคาถาหนึ่งพันพอดี เมื่อเวลาพระที่ตนรับกัณฑ์ขึ้นเทศน์ เจ้าภาพก็จะจุดเทียนคาถา หว่านข้าวตอกข้าวสารตามประเพณี ในระหว่างเทศน์บางทีมีการถวายกัณฑ์เพิ่มเติม เรียกว่า "กัณฑ์แถมสมภาร" คือถึงบทใดกัณฑ์ใดที่พระเทศน์ดีมีเสียงไพเราะ มีเนื้อความกินใจ ผู้ฟังจะถวายแถมกัณฑ์ให้แล้วแต่ศรัทธาของผู้ฟัง ส่วนใหญ่จะถวายเป็นเงิน เมื่อเทศน์จบจะเอาเงินที่แถมสมภารนี้ไปถวายรวมกับปัจจัยกัณฑ์เทศน์ด้วยเมื่อเทศน์จบกัณฑ์หนึ่ง ๆ มีการตีฆ้องเป็นสัญญาณ
2. เทศน์แหล่ คือ ทำนองเทศน์เล่นเสียงยาว ๆ คล้ายทำนองลำยาว มีการเล่นลูกคอและทำเสียงสูงต่ำเพื่อให้เกิดความไพเราะ เรื่องมหาชาตินี้ ที่นิยมเทศน์แหล่ได้แก่ กัณฑ์มัทรี กัณฑ์มหาราชหรือนครกัณฑ์การเทศน์แหล่จะนิมนต์พระที่เสียงดีมาเทศน์คั่นกลาง เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเกิดความไพเราะซาบซึ้ง ไม่เกิดการเบื่อหน่ายที่ต้องฟังเทศน์นาน ๆ การเทศน์แหล่นี้บางแห่งก็ไม่มีเทศน์กัน
3. กัณฑ์หลอน คือ กัณฑ์เทศน์ที่ทำพิธีแห่ไปจากบ้าน ไม่จำเพากัณฑ์ใดกัณฑ์หนึ่งและไม่เจาะจงจะถวายพระรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อแห่กัณฑ์หลอนไปถึงวัด พระรูปใดกำลังเทศน์อยู่ เมื่อท่านเทศน์จบก็นิมนต์มารับกัณฑ์หลอนกัณฑ์นั้น กัณฑ์หลอนส่วนใหญ่จะทำด้วยกระจาดสานด้วยไม้ไผ่ มีคานหามใส่ของกินของใช้ที่มีผู้บริจาคพร้อมด้วยเงินและทำเป็นต้นประดับประดาอย่างสวยงาม การจัดกัณฑ์หลอนมักเป็นกลุ่มคนรวมกันจัดขึ้น อาจมีเจ้าภาพหลาย ๆ คนมาร่วมกัน พวกหนุ่มสาวร่วมกันจัดทำขึ้นบ้าง คนเฒ่าคนแก่ พวกพ่อค้า กลุ่มบ้านเหนือ กลุ่มบ้านใต้รวมกันจัดขึ้นบ้าง เมื่อเสร็จแล้วก็แห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ผ่านบ้านนั้นก็มักถวายปัจจัยไทยทานสมทบกัณฑ์ด้วยเป็นการร่วมสามัคคีกันไปในตัว การแห่กัณฑ์หลอนมักทำกันอย่างสนุกสนาน มีการตีฆ้อง ตีกลอง เป่าแคนดีดพิณ ตีโทน ฯลฯ และฟ้อนรำไปด้วย เมื่อถึงวัดแล้วก็หยุดใช้เสียง แล้วนำกัณฑ์ไปถวายพระเมื่อท่านเทศน์จบเป็นการถวายเพิ่มจากกัณฑ์ที่ถวายธรรมดาอีกที่หนึ่ง ในงานบุญเผวสคราวหนึ่ง อาจมีกัณฑ์หลอนสักกี่กัณฑ์ก็ได้ แล้วแต่ศรัทธาของประชาชนในละแวกนั้น บางทีหากมีหลายกัณฑ์ จะทยอยแห่กันแทบตลอดกันก็มี พระรูปใดหากถูกกัณฑ์หลอนถือว่าโชคดี เพราะมักได้ปัจจัยมากเป็นพิเศษ ดังคำพังเพยกล่าวว่า "ถือกัณฑ์หลอน มันซิรวยข้าวต้ม"นอกนี้ อาจมีกัณฑ์พิเศษที่เจ้าของกัณฑ์เจาะจงนำไปถวายพระผู้เทศน์รูปใดรูปหนึ่งโดยเฉพาะ เรียกว่า "กัณฑ์จอบ" คำว่า จอบ หมายความว่า แอบดู ดังนั้น "กัณฑ์จอบ" จึงหมายถึง ก่อนนำกัณฑ์ไปถวายไปแอบดูให้รูปแน่เสียก่อนว่า เป็นพระรูปที่เจาะจงจะนำไปถวาย จึงแก่กัณฑ์เข้าไปยังวัดขณะที่พระรูปนั้นกำลังเทศน์อยู่ และเมื่อเทศน์จบก็นำกัณฑ์ไปถวายพอดี

3.เดือนสาม บุญข้าวจี่

บุญข้าวจี่นิยมทำในราวกลางหรือปลายเดือนสาม คือ ภายหลังการทำบุญวันมาฆบูชา ข้าวจี่ คือข้าวเหนี่ยวนึ่งให้สุกแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนโตประมาณเท่าไข่เป็ดขนาดใหญ่หรือผลมะตูมขนาดกลาง ทาเกลือเคล้าให้ทั่วและนวดให้เหนียว แล้วเสียบไม้ย่างไฟ ถ้าไม่เสียบไม้จะย่างบนเหล็กหรือบนไม้ไผ่ผ่าซีกสานขัดกันเป็นตะแกรงห่าง ๆ ก็ได้ โดยย่างบนกองไฟที่เป็นถ่านพลิกไปพลิกมามาจนเกรียมโดยรอบ จึงเอาออกมาทาด้วยไข่ ซึ่งตีให้ไข่ขาวไข่แดง เข้ากันตีแล้วทาจนทั่วปั้นข้าว จึงเอาย่างไฟให้สุกอีกครั้งหนึ่ง บางแห่งเมื่อเอาข้าวย่างไฟเสร็จแล้ว ถอดเอาไม้ออก เอาน้ำอ้อยปึกใส่เป็นไส้ข้างในด้วย น้ำอ้อยอาจเอายัดใส่ข้างในก่อนย่างไฟก็ได้ แต่บางแห่งไม่นิยมใส่น้ำอ้อย
มูลเหตุที่ทำบุญข้าวจี่ในเดือนสาม คงจะเนื่องจากเป็นเวลาที่ชาวนาหมดภาระในการทำนา ชาวนาได้ข้าวขึ้นยุ้งใหม่ จึงอยากร่วมกันทำบุญข้าวจี่ถวายพระสงฆ์ ส่วนมูลเหตุดั้งเดิมที่จะมีการทำบุญข้าวจี่มีเรื่องเล่าว่าในกาลครั้งหนึ่ง นางปุณณทาสีได้ทำขนมแป้งจี่ถวายแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอานนท์เถระ ครั้นถวายแล้วนางคิดว่าพระองค์คงไม่เสวยและอาจเอาทิ้งให้สุนัขหรือกากิน เพราะอาหารที่นางถวายไม่ประณีตน่ารับประทานเมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบภาวะนิตของนางปุณณทาสี จึงรับสั่งให้พระอานนท์ปูสาดอาสนะ แล้วทรงประทับนั่งฉัน ณ ที่นางถวายนั้นเป็นผลให้นางเกิดปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อนางได้ฟังพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงก็บรรลุโสดาปัตติผล ด้วยอานิสงส์ที่ถวายขนมแป้งจี่ ชาวอีสานทราบอานิสงส์ของการทานดังกล่าว จึงพากันทำข้าวจี่ถวายทานแต่พระสงฆ์สืบต่อมา
วิธีดำเนินการ
เมื่อทางวัดและทางบ้านกำหนดวันทำบุญเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะไปเตรียมหาไม้สำหรับเสียบข้าวจี่ ซึ่งอาจเป็นไม้ไผ่ผ่าซีกหรือลำไม้เล็ก ๆ ชนิดอื่นที่ไม่เบื่อเมา โดยปลอกเปลือกไม้ออก เหลาตกแต่งให้เกลี้ยงเกลาดี ๆ และเตรียมฟืนไว้ให้พร้อม เมื่อถึงวันทำบุญ เอาไม้เสียบและฟืนที่เตรียมไว้สำหรับทำบุญข้าวจี่ไปรวมกันที่วัด จึงเอาฟืนมาก่อเป็นกองไฟ กองไฟนี้อาจทำลายกองตามความจำเป็น เมื่อก่อไฟจนเป็นถ่านดีแล้วชาวบ้านแต่ละคนเอาข้าวเหนียวทำเป็นปั้น โรยเกลือและเคล้านวดให้เข้ากัน จนข้าวมีลักษณะเหนียวเหนอะหนะดังกล่าวแล้วข้างต้น กะจำนวนให้ครบพระภิกษุสามเณรในวัด เสียบไม้ปิ้งไฟหรือย่างบนกองไฟจวนสุกทาไข่ให้ทั่วแล้วปิ้งต่อไปจนไข่เหลือง บางแห่งเมื่อปิ้งเสร็จ เอาน้ำอ้อยปึกยัดไส้ด้วย (น้ำอ้อยอาจเอาใส่ยัดไส้ก่อนปิ้งก็ได้) หรือจะไม่ใส่น้ำอ้อยก็ได้ จึงจัดอาหารหวานคาวและข้าวจี่มารวมกันที่ศาลาวัด นิมนต์พระภิกษุและสามเณรในวัน ทั้งหมดมารับถวายทาน ข้าวจี่หากไม่มารวมกันทำที่วัด ชาวบ้านอาจต่างคนต่างทำมาจากบ้านของตน โดยเสร็จแล้วต่างนำข้าวจี่มาที่วัดก็ได้ พิธีถวายมีการกล่าวคำบูชาดอกไม้ กราบไหว้พระรัตนตรัย รับศีล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ ตักบาตรถวายข้าวจี่ แล้วยกไปถวายพระภิกษุสามเณรพร้อมอาหารหวานคาว ก่อนยกไปถวายมีการกล่าวคำถวายข้าวจี่ด้วย ซึ่งคำกล่าวถวายข้าวจี่มีดังต่อไปนี้
คำถวายข้าวจี่
อิมัสมิง ฐาเน อิมานิ มะยัง ภันเต พาหิระอัณฑานิ ปิณฑะปาตานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโข อิมานิ พาหิระอัณฑานิ ปิณฑะปาตานิ ปฏิคคัณหาตุ ฑีมะรัตตัง อัตถายะ หิตายะ สุขายะ
คำแปล

ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายก้อนข้าวจี่ทั้งหลาเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ก้อนข้าวจี่ทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายเพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ
เมื่อพระฉันเสร็จ มีการฟังเทศน์ฉลองข้าวจี่และอนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี ภายหลังเสร็จพิธีแล้วชาวย้านจะมีเลี้ยงกันเองด้วยข้าวจี่และอาหารหวานคาว (ซึ่งเหลือจากพระฉัน) เป็นทั้งงานบุญและได้อิ่มหนำสำราญโดยทั่วไป ในสมัยปัจจุบันบุญข้าวยี่ยังมีการทำกันเป็นส่วนน้อยและเป็นที่น่าเสียดายที่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ส่วนมากเลิกการทำบุญข้าวจี่กันแล้วนอกจากการทำบุญข้าวจี่แล้ว ในเดือนสามเพ็ญยังมีการทำบุญวันมาฆบูชาอีกด้วย

2.เดือนยี่ บุญคูณลาน

บุญคูณลานเป็นการทำบุญขวัญข้าวที่นวดเสร็จและกองไว้แล้วในลานข้าว กำหนดทำในเดือนยี่จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ มูลเหตุที่จะมีการทำบุญชนิดนี้นั้นเนื่องจาก ผู้ใดทำนาได้ข้าวมาก ๆ ก่อนหาบหรือขนข้าวมาใส่ยุ้งฉางก็อยากจะทำบุญกุศล เพื่อเป็นสิริมงคลให้เพิ่มความมั่งมีศรีสุขแก่ตนและครอบครัวสืบไป
ก่อนทำบุญคูณลาน มีประเพณีของชาวอีสานบางแห่งบางอย่าง เรียกว่า ไปเอาหลัวเอาฟืน โดยชาวบ้านกำหนดเอาวันใดวันหนึ่งในเดือนยี่ ภายหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาเสร็จแล้วพากันไปเอาหลัวเอาฟืนมาเตรียมไว้สำหรับก่อไฟหุงต้มอาหารบ้าง ใช้สำหรับก่อไฟผิงหนาวบ้าง สำหรับให้สาว ๆ ก่อไฟปั่นฝ้ายตามลานบ้านบ้าง (คำว่าหลัว หมายถึง ไม้ไผ่ที่ตายแล้ว เอามาใช้เป็นฟืน หมายถึงไม้แห้งที่มีแก่นแข็งทุกชนิด เพื่อใช้ทำฟืนก่อไฟโดยทั่วไป)
มูลเหตุดั้งเดิมที่จะมีการทำบุญคูณลาน มีเรื่องเล่าว่า ครั้งพุทธศาสนาของพระกัสสะปะมีชายสองคนพี่น้องทำนาในที่เดียวกัน พอข้าวออกรวงเป็นน้ำมัน น้องชายได้ชวนพี่ชายทำข้าวมธุปายาสถวายพระสงฆ์ แต่พี่ชายไม่เห็นชอบด้วย ทั้งสองพี่น้องจึงแบ่งนากันคนละส่วน เมื่อน้องชายได้เป็นเจ้าของที่นาที่แบ่งกันแล้ว จึงได้ถวายทานแด่พระสงฆ์ตามความพอใจ โดยทำบุญเป็นระยะถึงเก้าครั้ง นับแต่เวลาข้าวเป็นน้ำนมก็ทำข้าวมธุปายาสถวายครั้งหนึ่งเวลาข้าวพอเม่า ก็ทำข้าวเม่าถวายครั้งหนึ่ง เวลาจะลงมือเก็บเกี่ยวก็ถวายทานครั้งหนึ่ง เวลามัดข้าวทำเป็นฟอนก็ถวายทานครั้งหนึ่ง เวลาขนข้าวเข้าลานก็ถวายทานครั้งหนึ่ง และเวลาเก็บข้าวใส่ยุ้งฉางเสร็จก็ทำบุญอีกครั้งหนึ่งและตั้งปณิธานปรารถนาให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในอนาคต พอถึงพุทธศาสนาของพระสมณโคดมถึงได้เกิดเป็นโกณฑัญญะ ได้ออกบวชและสำเร็จพระอรหันต์เป็นปฐมสาวก ได้ชื่อว่าอัญญาโกณฑัญญะ ส่วนพี่ชายได้ทำบุญเพียงครั้งเดียวเฉพาะตอนทำนาเสร็จแล้ว เมื่อถึงศาสนาพระสมณฅโคดมได้เกิดเป็นสุภัททปริพาชกได้สำเร็จอนาคามิผลเป็นพระอริยบุคคลองค์สุดท้าย ในพระพุทธศาสนาเนื่องจากอานิสงส์จากให้ข้าวเป็นทานน้อยกว่าน้องชาย ชาวอีสานเมื่อทราบอานิสงส์จากการทำบุญดังกล่าวจึงได้นิยมทำบุญคูณลานต่อ ๆ กันมา
วิธีดำเนินการ
เมื่อกำหนดวันทำบุญได้แล้ว ก็บอกญาติพี่น้องให้มาร่วมทำบุญตอนเย็นโดยนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 5 รูป และอย่างมากไม่เกิน 9 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ที่ล้านข้าวจัดที่บูชาพระรัตนตรัยเอาด้ายสายสิญจน์พันรอบฐานพระพุทธรูปและภาชนะใส่น้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งด้ายสายสิญจน์ผ่านพระสงฆ์ให้ท่านจับขณะสวดพระพุทธมนต์ แล้วขึงต่อไปรอบ ๆ ลาน และกองข้าว เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จก็มีเทศนาฉลอง 1 กัณฑ์ หรือจะจัดให้มีเทศน์ตอนเช้าภายหลังถวายภัตตาหารก็ได้ กลางคืนอาจมีมหรสพคบงัน เช่น หมอลำกลอน หมอลำหมู่ และอื่น ๆ หรือแล้วแต่จะจัดหามาคบงันได้ ตอนเช้ามีถวายอาหารบิณฑบาต ภายหลังพระฉันภัตตาหารเสร็จหากยังมิได้เทศนาในตอนกลางคืน ก็นิมนต์พระเทศน์ตอนนี้ เสร็จแล้วพระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ผู้มาร่วมงาน และเจ้าของนานำน้ำพระพุทธมนต์ไปรดตามกองข้าวและท้องนาเพราะเชื่อว่าปีต่อไปข้าวกล้าในนาจะงอกงามดี ปราศจากศัตรูใด ๆ มาทำอันตรายและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ล่วงลับไปตลอดเทพยดาทั้งหลาย เมื่อได้ส่วนกุศลแล้วจะได้อวยชัยให้พรให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวในนาจะได้เจริญงอกงาม นอกนี้จะมีพิธีสู่ขวัญลานและเลี้ยงอาหารแขกผู้มาร่วมงานด้วยเมื่อเสร็จพิธีแล้วจึงขนข้าวใส่ยุ้ง
อนึ่ง ที่กองข้าวเปลือกในลานบางแห่งมีการแต่งเครื่องขวัญข้าว คือ มีดอกไม้ ธูปเทียน กล้วย อ้อย เมี่ยงหมาก ขนม ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวนึ่ง ไข่ต้ม เป็นต้น ใส่ไว้ในภาชนะ เช่น ตะกร้า กระจาดใบเล็ก ๆ ตั้งไว้กองข้าวเปลือก เมื่อขนข้าวใส่ยุ้งเสร็จ ตอนกลางคืนเจ้าของจะกล่าวเชิญขวัญข้าว คือเจ้าแม่โพสพไปยังยุ้งข้าวของตน พร้อมกับนำเครื่องขวัญข้าวดังกล่าวไปไว้ในยุ้งข้าวเพื่อเป็นสิริมงคลด้วย
เมื่อขนข้าวจากลานมาใส่ยุ้งเรียบร้อยแล้ว หากยังมิได้ทำบุญคูนลาน ชาวบ้านบางหมู่บ้านนิยมการสู่ขวัญเล้า (ยุ้งข้าว) โดยจัดทำพานบายศรี ซึ่งประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน เมี่ยงหมาก และอาหารคาวหวานเหมือนเครื่องขวัญข้าวแล้วเชิญชายผู้สูงอายุ (หมอสู่ขวัญ) ผู้มีความชำนาญในการทำพิธีเรียกขวัญมาพิธีสู่ขวัญคล้ายทำพิธีสู่ขวัญทั่วไป เสร็จแล้วก็จัดอาหารเลี้ยงบรรดาผู้มาร่วมพิธี เป็นอันเสร็จพิธีสู่ขวัญเล้า
คำสู่ขวัญลานและสู่ขวัญเล้า มีดังต่อไปนี้คำสู่ขวัญลาน
โองการ พินธุ นาถัง อุปปังนัง พรหมสะหะปตินามะ อากิกัปเป ปัญจะปะทุมัง ทิสะวา นะโมพุทธายะ วันทะติสิทธิ กัจจัง สิทธิการิยะ ตะถาคะโต สิทธิเตโช ตะถาคะโต สิทธิเตโช ชะโย นิจจัง สัพพะกัมมัง ปะสิทธิเม ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อสัน วันนี้แม่นวันโชค ศุกร์เสาร์โยคเดชมงคล อันเป็นผลสมประโยค อุดมโชคว่ายามดีฝูงข้าทั้งหลายจึงพร้อมกันมาทำพิธีสู่ขวัญลานแลกุ้มข้าว สู่ข้าวเล้าแลขวัญเยีย บ่ให้เสียประเพณีฮีตเก่า จึงได้นิมนต์พระสังฆเจ้ามีศีลมีธรรม เพื่อกุศลมหกรรมการฉลองสมโภช อันจักได้สำเร็จประโยชน์บุญสมภารจึงได้สู่ขวัญลานอันใหญ่กว้าง เทียมดั่งลานพระเกศแก้วจุฬามณี คือดังลานพระศรีมหาโพธิ อันให้สำเร็จประโยชน์แก่พระโพธิญานเป็นรมณียสถานอันวิเศษ เทียมดั่งลานพระเจ้าตัดเกศแทบฝั่งอโนมา คือดั่งลานพระองค์ตรัสเทศนาธรรมจักรกัปปวัตนสูตร เป็นดั่งลานพระเจ้าประสูติในสวนลุมพินี เป็นดั่งลานพระเจ้าประสูติในสวนลุมพินี เป็นดั่งลานพระเจดีย์สิงกุตตราช เป็นที่บรรจุอุรังคธาตุแห่งพระศาสนา คือลานบ่อนพระสงฆ์ทำสังคายนาธรรมวินัยครั้งก่อน เปรียบดั่งลานบ่อนพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพาน เป็นที่โมทนาสาธุการแห่งเทวาทุกหมู่ ลานนี้เป็นอู่ข้าวแห่งพระสังฆเจ้าแลทวยชน เป็นที่บำเพ็ญผลแก่ทั้งมวลฝูงข้า จึงได้พร้อมกันจัดเสื้อผ้าแลเครื่องไทยทาน ทั้งคาวหวานแลเมี่ยงหมาก ครบทุกภาคเครื่องบูชาทั้งเหล้ายาหมูเห็ดเป็ดไก่ ตามแต่จักได้อันเป็นเครื่องสังเวย มาเยอขวัญเอย ขวัญลานแลขวัญข้าวให้พร้อมกันมาเต้าจุ่นพุ่นเต็มสถานเพื่อจักได้กินทานทำบุญตักบาตร แล้วซิได้หยาดน้ำเถิงแม่ธรณีอย่าได้มีคำกินแหนงขมเคียด อย่าอยู่ช้าวันนี้ให้มา ให้เจ้ามาโฮมเข้าในลานเกลี้ยงอ่อนห่อยเขาหาดีต่อยฟาดหัวเจ้ากระเทือน อย่าให้เบือนขมด้อยในมโนคึดเคียด ว่าเขาบังเบียดเจ้าเอาค้อนฟาดตีอย่าได้ตกใจย้านหยานหนีลี้ซ่อน ขอให้เฮ็วฮีบฮ้อนคือถ้อนเทียวพลันเชิญชวนเจ้าคืนมาเต้าธัญญากุ้มใหญ่ขอจงมาต่อตุ้มกองข้าวให้ใหญ่สูง แม่นว่าทำปีหน้าสิบสองวาอย่าให้ขาดคันแม่นฟาดปีหน้าพุ้นซาวห้าอย่าให้คา ขอให้ธัญญาข้าวไหลมาคือน้ำท่า คือดั่งฝนห่าแก้วรินเรื่อยบ่ขาดสาย นาทามขอให้งามเหลือล้ำลำสูงต้นใหญ่ ปลายใฝ่ขอให้เอิ้นว่าน้องฮวงข้าวไขว่ขีน โอม ธัญญะ อาคัจ ฉันตุ
คำสู่ขวัญเล้า (ยุ้งข้าว)
พุทธัง สัตตะรัตนะปาการัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สัตตะรัตนะปาการัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สัตตะรัตนะปาการัง สะระณัง คัจฉามิ พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโถ สังโฆ เม นาโถ

โอม ศรี ศรี ชัยะ มหามงคลเลิศล้น เป็นวันดีพ้นเพิ่นเหลือหลาย ผูงข้าจะได้ขวนขวายหาเครื่องบายศรีสู่ขววัญยุ้งข้าวและขวัญเยีย เพื่อจักปัองกันเสียซึ่งอุบัติเหตุ อาเภทเสื่อมสูญหาย ขอเชิญเทพยดาทั้งหลายในบริเวณขงเขต จงทราบเหตุด้วยทิพยเนตร ทิพโสตทั้งสอง จงมาช่วยประคับประคองขวัญเยียและขวัญเล้าขวัญยุ้งข้าวและขวัญฉาง เพื่อว่าจักลูถ่างได้กินได้ทานผายแผ่แก่พระสังฆเจ้าและทวยชน อันเป็นผลสมประโยคอุดมโชคว่าวันดี ข้าจึงทำบายศรีสู่ขวัญเล้า ขอเชิญเทพเจ้าได้ช่วยอวยพรให้เจียรกาลสถาพรวิลาส อย่าได้บกเป็นหาดอย่าได้ขาดเป็นวัง สัพพะกำลังยังเต็มดีดั่งเก่า กะทอดเล้าได้โสตส่วนพอดี พี่น้องไกลแล่นมาฮอด มาจอดแล้วอิ่มสำราญ เลี้ยงบริวารได้พอฮ้อย เลี้ยงข้อยข้าได้พอพัน มาเยอขวัญเอย ขวัญเสาแลกะทอด ปัดขอดขวัญแปแลซะยัวขวัญขัวหนูแลอกไก่ ขวัญฝาแอ้มใส่ทาเปือะ ขวัญกระดานแลแป้นฝ้าทั้งขวัญหญ้าแลขวัญกลอน อย่าได้คิดอาวรณ์แลโศกเศร้า จงพร้อมกันอาฮักษาข้าในเยีย อย่าได้เสียแก่หนูแลหมู่ปลวกกับทั้งปอปเป้าแลโพงผีอันเป็นอลัชชีเที่ยวขโมยยามค่ำ ตะวันตกต่ำขวัญข้าวจงฮักษา อย่าให้คนพาลามาขโมยเอาข้าว ขอให้ขวัญแจ่มเจ้าคูณข้าวอยู่เยียขอให้ขวัญแจ่มเจ้าคูณเกลืออยู่ล่วง คือดังปลวกอยู่ฟื้นคูณอ้นเฮ็ดโพนขอให้คูณกันขึ้นคือเขาไกรลาส คือดังขวยตุ่นอันคูณขึ้นให้มั่งมูล ขอให้คูณกับขึ้นคือขวยมดง่าม อย่าได้บกขาดแห้งคือแกงหลี่ผี แม่นว่าเขาตักข้าวมาตำฮ้อยกระต่าขอให้เต็มอยู่เรื่อย ๆคือน้ำแม่ชะแล อย่าได้บกขาดแห้งแล้งไหง่เป็นผงขอให้ยังเต็มเปลี่ยมอย่างลงบกแห้ง ขอให้พากันตุ้มธัญญาให้เต็มเปี่ยม ขอให้ขวัญเล้าตุ้มเอาข้าวอย่าให้สูญ พุทธังปิด ธัมมังปิด สังฆังเปิด ทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา